Palarp 的个人资料Palarp (Shun)'s Blog照片日志列表 工具 帮助

日志


8月8日

LASIK Experience (Operation)

ในที่สุดก็ถึงวันนัด
ตอนแรก 2 จิต 2 ใจว่าจะทำเลยดีมั้ย
แต่สุดท้ายก็คิดว่า ไหน ๆ เตรียมตัวมาขนาดนี้แล้ว ช่วงบ่ายก็ทำไปเลยดีกว่า

และเนื่องจาก จะมีการขยายม่านตา จึงต้องให้มีคนมาพากลับบ้านด้วย
เช้านี้เลยขับน้องแจ๊สเหลือง พาคุณแม่มาด้วย
(รถฟอร์ดอยู่ศูนย์ แบตหมดวันก่อนพอดี ซวยจริง ๆ)
Laser Vision นี้ อยู่แถว ๆ SCB Park แต่ฝั่งตรงข้าม
ขับรถไปถึงเมเจอร์รัชโยธิน กำลังจะกลับรถ
เนื่องจากเช้าจัด หรือยังไงก็ไม่ทราบ โดนรถกระบะขนของจูบท้าย
บุบไปไม่เยอะเท่าไหร่ ดีที่ของเค้ามีประกัน

แต่เรากลัวไปไม่ทันนัด เลยนั่งแทกซี่ไปก่อน
แม่อยู่เคลียร์กับประกันให้ แล้วขับรถตามมาทีหลัง
เค้าพึ่งย้ายมาตึกใหม่ ที่จอดรถมีแต่กลางแจ้ง ไม่ต้องแย่งร่ม เพราะไม่มี 555


เข้าไปถึง บรรยากาศข้างในค่อนข้างดีมาก
ติดต่อเจ้าหน้าที่ บอกรายละเอียด ซักพัก เจ้าหน้าที่ก็ให้กรอกเอกสาร
รอแป๊บเดียวเท่านั้น update facebook ยังไม่ทันเสร็จเลย ก็เรียกเข้าห้องตรวจแล้ว

มีตรวจหลายอย่างมาก
ทั้งวัดสายตา สั้น-ยาว-เอียง
วัดความดันตา
อ่านตัวเลข ฯลฯ

พอวัดรอบแรกเสร็จ มีหยอดยาขยายม่านตา
ซึ่งใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง
ระหว่างนั้นมีบริการนวดเท้าด้วย เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย
พอครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ก็ไปตรวจวัดสายตาใหม่

แล้วในที่สุดก็ได้พบคุณหมออนันต์
พูดคุยรายละเอียดกัน แล้วก็ตัดสินใจทำแบบ Platinum
เป็นเทคโนโลยีใหม่ จะเป็นการยิงเลเซอร์หลายจุด
โดยจะมีการคำนวณก่อน ว่าจะยิงตรงไหน ขนาดไหน
คุยเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาเตรียมตัว

เที่ยงพอดี หยอดยาหดม่านตา
พร้อมทั้งกินข้าวที่แพ็คไป
พอบ่ายโมงครึ่ง ก็มีพนักงานมาเรียกขึ้นไปชั้น 2 เพื่อเตรียมตัว

เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดผ่าตัด
แล้วนอนรอในห้องพัก เพื่อหยอดยาชาที่ตา
ระหว่างนั้น พนักงานจะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจ HIV ด้วย
พอหยอดตาไปได้ซัก 5 รอบ
คุณหมอก็มาดูว่าโอเคหรือยัง

จากนั้นก็มีคนพาเดือนไปห้องผ่าตัด
เครื่องที่ใช้ยิงเลเซอร์ใหญ่มาก เหมือนเครื่องจักรอะไรซักอย่างเลย
พอนอนลงไปที่เตียง หมอก็ให้เรา relax
วางกระดาษที่ตา แล้วเจาะรูตรงกับตา
มีขั้นตอนยิบย่อย อีกหลายอย่าง
จนในที่สุด ก็ถึงช่วงยิงเลเซอร์
จะมีคนนับถอยหลังให้
ช่วงนั้นตื่นเต้นมาก ๆ กลัวตาขยับ
แต่ก็ไม่ขยับเลย เพราะมีตัวมายึดตาไว้
มองเห็นเป็นแสงสีแดงวิ่งไปวิ่งมาเต็มไปหมด

ช่วงยิง ตกข้างละประมาณครึ่งนาทีเอง
ไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย
คุณหมอก็ให้ที่ปิดตา แบบไอ้มดแดงใส่ไว้
หลังจากนั้นก็กลับบ้านได้

<ติดตามตอนต่อไป>

8月3日

LASIK Experience (Pre-Op)

ไม่ได้เขียนบล็อกเล่าเรื่องมาซะนาน
วันนี้ได้ฤกษ์มาปล่อยของเล็กน้อย

หลังจากการตัดสินใจบางอย่าง นำไปสู่ solution ที่ว่า ควรจะทำเลสิก
คิดอยู่แล้วว่า ในช่วงชีวิต คงจะมีสักครั้งนึงที่ตัดสินใจไปทำ
แต่ยังไม่ค่อยมีแรงผลักดันเท่าไหร่
จนในที่สุด ก็ได้เวลาประจวบเหมาะกับทุก ๆ อย่าง

และแน่นอน ถ้าพูดถึงเลสิก ก็คงจะต้องนึกถึงที่ TRSC ก่อน
เพราะเป็นที่แรกของเมืองไทย ที่เอาเลสิกเข้ามา
แล้วก็ต้องเป็นคุณหมอเอกเทศด้วย (เจ้าของ) ถึงจะเพอร์เฟ็ค

ว่าแล้วเมื่อต้นเดือนกรกฎาก็โทรไปนัดเองเลยที่ TRSC
คุณหมอคิวค่อนข้างแน่น กว่าจะนัดได้
แค่นัดตรวจนะ ซัดเข้าไปเกือบปลายเดือน

หลังจากโทรไปนัดเรียบร้อย
ญาติที่เคยทำเลสิกมาพึ่งจะมาบอกว่า
ที่เค้าไปทำมาที่ Laser Vision มีโปรแกรมแนะนำลูกค้า จะได้ส่วนลด
เราก็เลยเอะใจ ลองมาข้อมูลในเวปดู
ปรากฏว่ามีจริง ๆ ด้วย แต่เราไม่รู้จักใครที่เคยทำเลย
เลยลองส่งเมลล์ไปหาคนที่เวปดู
เค้าก็ยินดีให้ชื่อ และ contact ที่ TRSC ชื่อ คุณดาวเรือง มา

พอวันจันทร์ลองโทรไปหาคุณดาวเรือง
ให้ความร่วมมือค่อนข้างมาก จนกระทั่งถึงเรื่องสำคัญ
เค้าถามถึงว่า เราเป็นโรคประจำตัวอะไรหรือเปล่า
เราก็บอกว่าเป็น psoriasis โดยไม่ได้นึกอะไร เพราะคิดว่าไม่ได้สำคัญอะไร
กลายเป็นว่า คุณดาวเรืองบอกว่า ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนว่าจะทำได้หรือไม่!!!
OMG! แล้วทำไมไม่ถามตั้งแต่ตอนนัดครั้งแรก
เสียเวลา เสียโอกาสไปตั้งกี่อาทิตย์

หลังจาก คุยกลับไป กลับมา อยู่หลายรอบ
ผลสุดท้าย คุณหมอเอกเทศ ยังไม่อยากให้ทำ
ด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างไม่พอใจมาก เพราะส่วนตัวคิดว่า ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย
เลยลองโทรไปถามที่ Laser Vision บ้าง
เค้าบอกว่าคุณหมอเข้าตรวจวันเสาร์ด้วย
สามารถ นัดตรวจช่วงเช้า ทำช่วงบ่ายได้เลย
และคนที่เป็น psoriasis สามารถทำได้
เคยมี case ที่คนเป็น มาทำ ก็ไม่เป็นอะไร
สุดท้ายเลยนัดวันไปตรวจ เป็นวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.52
และเนื่องจากเราใส่คอนแทกแบบนิ่ม
เค้าให้ถอดล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้ความโค้งปรับสู่สภาพปกติ

<ติดตามตอนต่อไป>

2月13日

Japan Snow Trip Day 13: Tokyo, Bangkok

วันนี้ตื่นกันไม่ค่อยรีบเท่าไหร่
เพราะไม่มีโปรแกรมไปไหนนอกจากตรงไปสนามบินเลย
พอใกล้ ๆ เที่ยงก็ออกจากที่พัก
นั่งรถแทกซี่ไปสถานีรถไฟ

หลังจากนั้นก็ลากกระเป๋านั่งรถไฟกันนานมาก
จาก Meguro ไป Ueno
จาก Ueno นั่งหวานเย็นไปจนถึง สนามบินนาริตะ

มาถึงแล้วก็เช็คกระเป๋า
ของคนอื่นนั่งการบินไทยกัน 3 คน
ของเราเป็น United คนเดียว นั่งกลับเหงาอีกแล้ว
ของเราเป็น flight ที่ออกช้ากว่า เลยฝากกระเป๋าไว้กับแม่ จะได้ไม่ต้องรอ

เดินซื้อของฝากเพิ่มอีกนิดหน่อย ก่อนจะเข้าไปรอเครื่องออก
ตรงที่รอของ TG มีคนไทยเยอะมาก
แต่ตรง United มีแต่ฝรั่ง
พอได้เวลาก็แยกย้าย มุ่งหน้าบินตรงสู่กรุงเทพฯ

ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

2月12日

Japan Snow Trip Day 12: Tokyo

วันนี้ตื่นกันตามสบาย ไม่รีบมาก
เพราะตื่นเช้าไปร้านก็ยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่
กินอาหารเช้าที่ซื้อมาเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว
นั่งแทกซี่ไปสถานี Meguro

นั่งรถไฟฟ้า JR มุ่งหน้าสู่สถานี Akihabara
พาน้องมาซื้อของนิดหน่อย
เดินหาซักพักก็เจอร้าน
ปล่อยให้น้องดูของซักพัก
พอเที่ยง ๆ ก็ออกมา

นั่งรถไฟอีกป้ายนึงไปลง Okachimachi
เดินจากสถานีไปตึก Takeya (ตึกม่วง)
ที่ที่มีของปลอดภาษีและของราคาถูกอีกมากมาย
ซื้อขนมด้านล่างกันอย่างจุใจ

กินอาหารกลางวันกันที่ Ueno
แล้วเดินช้อปปิ้งอยู่แถวนั้น
ได้รองเท้ามากันคนละคู่
พอตกบ่าย
ก็นั่งรถไฟฟ้ามา Shibuya
เริ่มจะเย็นแล้ว
เดินซื้อของในซูเปอร์นิดหน่อย
ก่อนจะหาข้าวเย็นกิน
แล้วนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน

2月11日

Japan Snow Trip Day 11: Takayama, Tokyo

วันนี้ตื่นกันเร็วนิดนึง เพราะช่วงเช้าจะเที่ยวในตัวเมือง
ตอนบ่ายจะได้เข้าโตเกียวเร็ว ๆ

เก็บข้าวของเรียบร้อย กินอาหารเช้าที่ซื้อมาเมื่อวาน
ฝากกระเป๋าไว้ที่เรียวกัง ออกไปเที่ยวกัน
เมืองนี้ค่อนข้างเล็กเหมือนกัน ไปไหนมาไหนก็แทกซี่เถอะ

นั่งไปที่แรก เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรถสำหรับงานประจำปีของเมืองนี้
รถลากมีใหญ่ ๆ ประมาณ 4-5 คัน ประดับประดาอลังการมาก
ยังเช้าอยู่ เลยไม่มีคนเลยด้วย มีแต่เรากลุ่มเดียว

เสร็จแล้วเดินย้อนกลับเข้ามา
เจอตลาดนัดตอนเช้า ยังไม่ปิด
เลยเดินดูของกัน
ซื้อของกิน + ของฝากกันมากมาย
ขนมเมืองนี้นี่อร่อยดีเหมือนกัน

เสร็จแล้วนั่งรถแทกซี่ เดินทางออกไปหมู่บ้านฮิดะโบราณ
ลักษณะบ้านที่นี่คล้าย ๆ กับหมู่บ้านชิราคาว่าเมื่อวาน
แต่ของที่นี่จัดเป็นโซนบ้านเก่าทั้งหมด
เลยดูสวยกว่ามาก

เดินวนกันซักพักนึง
ก็ออกมา เรียกแทกซี่กลับไปที่เรียวกัง
เอากระเป๋าออกมา กลับไปสถานี

กินข้าวกลางวันกันที่สถานี
เป็นร้านทาคายาม่าราเมง
รอรถไฟเที่ยวถัดไปที่จะมุ่งหน้าไปนาโกย่า

นั่งกันนานมากกว่าจะถึงนาโกย่า
พอถึงแล้วก็ต่อชิงกังเซนเข้าโตเกียว
พอดีอากาศไม่ค่อยดี เลยไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ

ถึงโตเกียวก็เย็น ๆ แล้ว
นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Meguro
เอาของเข้าที่พัก
แล้วออกมากินเข้าเย็นที่ชิบูย่ากัน
กินที่ร้านเนื้อ Gyukaku
พอดีไปกินของดีมาแล้ว ร้านนี้เลยดูเฉย ๆ ไปเลย
กินเสร็จเดินเล่นอีกนิดหน่อย ก่อนจะกลับเข้าที่พัก

Japan Snow Trip Day 10: Shirakawa-go, Takayama

10 February

เช้าวันนี้ตื่นกันแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว
ลงมากินข้าวเช้าด้านล่างของโรงแรม
เช็คเอาต์เรียบร้อย ลากกระเป๋าออกจากโรงแรม
ไปสถานีนาโกย่า

ยังพอเหลือเวลาอีกเยอะเลยนั่งรอที่แม็คก่อน
พอได้เวลาก็นั่งรถไฟสาย Hida Wideview มุ่งหน้าสู่เมือง Takayama
รถไฟมีปัญหานิดหน่อยที่ตู้อื่น เลย delay ไปประมาณ 10 นาที
ถึงสถานี Takayama ยังพอมีเวลา

เดินลากกระเป๋าไปเรียวคัง Seibei
มีคุณป้ามาคอยต้อนรับเป็นอย่างดี ใจดีอบอุ่นตามสไตล์คุณป้านอกเมือง
ฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เดินกลับสถานี
ซื้อตั๋วรถบัสเพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน Shirakawa

ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีก็ถึง
ฝนกำลังตกอยู่เล็กน้อย เลยเข้าไปในร้านอาหารกันก่อน
กินเนื้อฮิดะย่างซอสบนใบไม้ อร่อยมาก ๆ

กินเสร็จก็เริ่มออกเดินกัน
มีทั้งบ้านแบบ Gassho แบบโบราณ ที่เป็น World Heritage
สลับกับบ้านแบบใหม่
ค่อนข้างสวยทีเดียว

เดินกันประมาณชั่วโมงนึง ซื้อของฝากเรียบร้อย
นั่งรถบัสกลับเข้าเมือง Takayama

เดินเล่นในย่านเมืองเก่าซักพัก
ก็กลับเข้าเรียวกัง พักผ่อนกันก่อน
ก่อนจะออกมาหาอาหารเย็นทานกัน

แน่นอนว่า มาถึงเมือง ฮิดะ ทาคายามะ ก็ต้องเป็นเนื้อฮิดะ
เมื่อเย็นถาม Information ไว้แล้วว่าให้กินร้านไหน
เดินไปถึงร้าน Yamatake
เข้าไปถึงไม่มีคนเลย
เจ้าของร้านบอกว่าหน้าหนาวไม่ค่อยมีคนมาเมืองนี้เท่าไหร่
คนจะมาเที่ยวเมืองนี้กันฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วงมากกว่า

พอเลือกเนื้อกันได้แล้ว เจ้าของร้านก็เอาไปตัดให้ แล้วเอามาเสิร์ฟ
อร่อยมาก ๆ รสชาติอร่อยเหมือนเนื้อโกเบ แต่ปริมาณเยอะกว่ากันมาก ๆ
สมกับที่เจ้าของร้านบอกเลยว่า ร้านนี้อร่อยอันดับ 1
กินกันทั้งอร่อย ทั้งปริมาณเยอะ มีความสุขมาก ๆ

เดินกลับเรียวกังอย่างมีความสุข
พรุ่งนี้กลับเข้าโตเกียวแล้ว

2月9日

Japan Snow Trip Day 09: Abashiri, Nagoya

เช้านี้ตื่นเร็ว เพราะนอนด้วยกันหมด 4 คน
หิมะตกแต่เช้าเลย อากาศข้างนอกคงหนาวเลย
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ลงไปกินข้าวเช้าด้านล่างของโรงแรม
วันนี้มีแต่อาหารแบบญี่ปุ่นเกือบหมดเลย

กินเสร็จแล้ว เช็คเอาต์ ฝากกระเป๋าไว้
เรียกแทกซี่ออกไปส่งที่ท่าเรือ Aurora

แทกซี่บอกว่าวันนี้โชคดี น่าจะได้เห็นทะเลน้ำแข็ง แต่ต้องออกไปไกลขึ้นอีกนิด
พอมาถึงท่าเรือ ซื้อตั๋วเรียบร้อย
พนักงานก็บอกเหมือนกันว่า จะขอยืดเวลาออกไปนานขึ้นอีก 15 นาที
น่าจะได้เห็นทะเลน้ำแข็ง
ดูจากสถิติของปี 2006 กับ 2007 แล้ว ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่
ครั้งนี้เลยค่อนข้างเสี่ยงดวงพอสมควร

พอถึงเวลา ก็ขึ้นเรือ Aurora No.2
ออกเรือไปสู่ทะเล Okhotsk

มีนกบินไปบินมาตามเรือด้วย

พอล่องไปซักพักนึง ก็เริ่มเห็นทะเลน้ำแข็งจริง ๆ
โชคดีมาก ๆ
วิ่งขึ้นไปถ่ายรูปกันใหญ่เลย
เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากจริง ๆ
ประทับใจมาก ๆ

ใช้เวลารวมแล้วประมาณชั่วโมงนึง เรือก็แล่นกลับฝั่ง
ซื้อของกันเล็กน้อย
ก่อนจะนั่งแทกซี่มุ่งหน้าสู่สนามบิน Memanbetsu

ถึงก่อนค่อนข้างเร็ว
เลยมีเวลาช้อปปิ้งซื้อของ กินข้าวกลางวันกัน
ก่อนจะขึ้นเครื่อง ANA บินสู่สนามบิน Centrair ใน Nagoya

จากสนามบินนั่งรถไฟมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองนาโกย่า
วันนี้เดินทางเกือบทั้งวันเลย
ถึงสถานีแล้ว เดินหาทางไปโรงแรมที่พัก
สถานีนี้ใหญ่มาก กว่าจะหาเจอ ถามทางไปแทบตลอดทางเลย

เช็คอินเข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Sakae ไปกินอาหารเย็นกัน
กินข้าวเย็นกันที่ร้าน Pepper Lunch แถว ๆ สถานี
เสร็จแล้วออกไปถ่ายรูปในเมืองกัน
เห็นตึก Oasis 21 ด้วย

เดินเล่นกันซักพักนึงก็กลับโรงแรม
พักผ่อน

2月8日

Japan Snow Trip Day 08: Daisetsuzan, Abashiri

วันนี้ตื่นมาด้วยอากาศที่เย็นจัดจากด้านนอก
หิมะตกค่อนข้างหนักทีเดียว
อาบน้ำแต่งตัว ลงมากินอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ของโรงแรม
เสร็จแล้ว เช็คเอาต์ ฝากกระเป๋าที่โรงแรม
เดินทางไปที่เชิงเขา Daisetsuzan

มาเช้าไปหน่อย ยังไม่ค่อยมีคนเลย
มีแต่พวกฝรั่งมาเล่นสกี
ขึ้นกระเช้าไปบนชั้น 5 ของภูเขา
อากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ถ่ายรูปกันมาเยอะดี

ซักพักนึงก็ลงจากเขา
เดินกลับไปโรงแรมที่พัก
มีรถโรงแรมไปส่งที่สถานีรถบัส
นั่งรถบัสกลับสู่สถานีรถไฟ Kamikawa
ซื้ออาหารกลางวันเตรียมพร้อม
ขึ้นรถไฟเพื่อมุ่งหน้าสู่ Abashiri

ใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง
เอาอาหารกล่องมานั่งกินกันในรถไฟ
ถึง Abashiri บ่าย 3 นิด ๆ
หิมะกำลังตกได้ที่
ลากกระเป๋าฝ่าหิมะเดินไปโรงแรมกันอย่างทุลักทุเลมาก

เช็คอินเรียบร้อยแล้ว
นั่งแทกซี่เพื่อมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์ทัณฑสถาน (Prison Museum)
เมื่อก่อนเป็นเรือนจำที่ใช้จริงของ Abashiri
ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวไปเข้าชม
เดินดูอยู่ซักพัก ก็กลับออกมาเรียกแทกซี่
เข้าไปงานเทศกาลน้ำแข็งของ Abashiri

ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เลยวนรถออกมา
มุ่งหน้าตรงไปร้านอาหารแทน
ร้านนี้มีพิเศษตรงที่มีซาชิมิเนื้อปลาวาฬขายด้วย
ถูกใจน้องชายมากมาย

กินเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรม
พักผ่อน

2月7日

Japan Snow Trip Day 07: Asahikawa, Sounkyo

วันนี้ตื่นกันแต่เช้า เพราะต้องย้ายเมืองกัน
กินอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จแล้ว
นั่งแทกซี่จากโรงแรมเข้าสู่สถานีซัปโปโร่
วันนี้หิมะไม่ตกแล้ว แต่อากาศยังเย็นอยู่เลย

นั่งรถด่วนจากสถานี Sapporo มุ่งหน้าสู่สถานี Asahikawa
รอบนี้รีบมารอก่อน เลยได้นั่งกันทุกคน
พอถึงสถานีแล้ว ฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์
แล้วต่อคิวรอขึ้นรถบัสไปสวนสัตว์
คนรอคิวเยอะมาก เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์

นั่งรถบัสมาประมาณ 40 นาทีก็ถึง
ค่อนข้างออกมานอกเมืองพอสมควร
พอมาถึง ประตูหน้าคนต่อคิวรอเข้าเยอะมาก
แต่รถบัสมาจอดให้ประตูตะวันตก คนต่อคิวรอเข้าไม่เยอะเท่าไหร่
ซื้อตั๋วเรียบร้อยเข้าไปด้านใน

สัตว์ในสวนสัตว์นี้ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์พวกที่อยู่ในภูมิประเทศเขตหนาว
ตึกแรกที่ไปดูกันคือ แมวน้ำ

ตัวใหญ่มาก ๆ

เสร็จแล้วไปดูเพนกวินกัน
เดินต้วมเตี้ยม ๆ น่ารักมาก

นอกจากนั้นมี หมีขาว ที่น่าจะเป็นพระเอกของที่นี่
นอนแอ้งแม้งอยู่

จากนั้นก็แวะไปกินข้าวกันที่ด้านบน
คนเยอะมากมาย

กินเสร็จแล้วออกมาจากสวนสัตว์
เดินไป Snow Village กัน
ตรงนี้มีให้เล่น Snow Mobile

เล่นวนขึ้นเขากันหลายรอบมาก
ยังไม่ค่อยหนำใจเลย อยากเล่นอีก

เดินกลับเข้ามาในสวนสัตว์
ดูสัตว์ตัวอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ
ก่อนจะขึ้นรถบัสมุ่งหน้ากลับสถานี Asahikawa

เอาของออกจากล็อกเกอร์ที่สถานี
นั่งรถบัสมุ่งหน้าสู่ที่พักตากอากาศ Sounkyo
รอรถบัสจากโรงแรมมารับ ยืนหนาวกันแทบตาย
ถึงโรงแรมเอาของเข้าเช็คอิน
ลงมากินอาหารเย็นที่ภัตตาคารด้านล่าง
อาหารของโรงแรมเยอะแยะมากมาย อลังการมาก
กินปู กับ เนื้อย่างกันมากมาย อิ่มอร่อย

กินกันเสร็จแล้ว พักแป๊บนึง
ก่อนจะออกไปเดินงาน Ice Waterfall
เป็นการประดับไฟให้กับน้ำแข็ง
มีจุดพลุด้วย ไม่เคยเห็นจุดพลุหน้าหนาวเลย
ได้บรรยากาศแปลก ๆ ไปอีกแบบ
ซัก 3 ทุ่มก็กลับบ้าน เข้านอน

2月6日

Japan Snow Trip Day 06: Snow Festival, Otaru

วันนี้ตื่นกันสบาย ๆ ไม่ได้รีบร้อน
เสร็จแล้ว ลงมากินขนมปังกับกาแฟด้านล่าง (บริการฟรี)
วันนี้เป็นเมนหลักของทริปนี้ คือเที่ยวงาน Snow Festival นั่นเอง
กินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ออกเดินไปสถานี เพื่อเข้าสู่ Odori Park
ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ลานที่ใช้จัดงาน
ในส่วนแรกนี้ แบ่งออกอีกเป็น 12 โซนย่อย
เดินกันตั้งแต่โซนแรกยันโซนท้าย ยาวมาก ๆ

หิมะก็ตก ๆ หยุด ๆ เป็นระยะ
พอเที่ยงเริ่มหิว ก็แวะไปที่ Susukino
เพื่อไปกินปูที่ร้านเดิม (ร้าน Kani Shogun)

พ่อกับแม่ชอบมาก ๆ
ฝากแม่เอาน้ำจิ้มทะเลของไทยมาด้วย
กินกับปูที่สุกแล้ว อร่อยมาก ๆ

กินเสร็จนั่งรถไฟใต้ดิน + รถบัส ไปยังลานที่ 2 ชื่อลาน Tsudome
ตรงนี้คล้าย ๆ สนามเด็กเล่นมากกว่า
มีลานให้เล่นเลื่อน เล่นรถลากสโนว์โมบิล แล้วก็ลานปั้นตุ๊กตาหิมะ
มีเด็กเยอะมากมาย

เลยเดิน ๆ กันอยู่แป๊บเดียวแล้วนั่งรถบัสกลับมาสถานี Sapporo
นั่งพักกันที่ร้านกาแฟแป๊บนึง
ก่อนจะนั่งรถไฟ JR ออกนอกเมืองมุ่งหน้าสู่ Otaru

ถึงรอบนี้เราจะมา Otaru เป็นรอบที่ 3 แล้ว
แต่ครั้งนี้สวยที่สุดจริง ๆ เพราะนอกจากหิมะจะกำลังตกแล้ว
Otaru เริ่มจัดงาน Otaru Snow Gleaming Festival
คือเอาหิมะมาทำเป็นทรงกระบอก แล้วจุดเทียนด้านใน
ทำให้เหมือนหิมะเรืองแสง
ไม่เคยมาครั้งไหนแล้วเจอเทศกาลนี้เลย ครั้งนี้เลยประทับใจมาก

รอบนี้ในคลองก็จุดเทียนด้วย เลยสวยเป็นพิเศษ
คนก็เยอะเป็นพิเศษ อากาศก็เย็นเป็นพิเศษ (-2.8 'C)

เดินไปซักพักก็เข้าร้านซูชิ ในน้องกินซูชิตามใจอยาก
เสร็จแล้วเดินไปเข้าร้านเครื่องแก้ว ซื้อมาเป็นของฝากเยอะมาก
แล้วปิดท้ายด้วยร้านเนื้อเจงกิสข่าน (หรือเนื้อแกะนั่นเอง)

เป็นร้านพื้นบ้านของคนแถวนี้
เจ้าของร้านในดีมาก ๆ มาทำให้กินเองเลย
ราคาก็ไม่แพง

อิ่มอร่อยกลับโรงแรม

2月5日

Japan Snow Trip Day 05: Sapporo

วันนี้ตื่นเช้ากว่าปกติ หลังจากตื่นสายมาหลายวัน
ออกจากบ้านแบกกระเป๋าเบียดคนในรถไฟยามเช้า
มุ่งหน้าสู่สนามบินนาริตะ เพื่อไปรับครอบครัว

ถึงสนามบินประมาณ 10 โมง
แม่มารอหน้าแม็คซะจนหลับไปหลายตื่น
กระเป๋าสัมภาระเอามากันเยอะแยะมากมาย
กินข้าวเช้ากันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในสนามบิน

แล้วไปเช็คอินกระเป๋ากันประมาณ 11 โมง
flight ออก 11 โมงครึ่ง
เช็คอินกันชุดสุดท้ายเลย
flight นี้เป็น code share ของ IBEX ในชื่อ ANA
บินจากนาริตะตรงไป Chitose (Sapporo) เลย
แต่เพราะว่าเป็นเครื่องของ IBEX เลยเล็กมาก ๆ

มีที่นั่งอยู่ 2 แถวฝั่งซ้ายกับ 2 แถวฝั่งขวา
แล้วมีประมาณ 12-13 ชุดเอง
เครื่องเล็กมาก ๆ

หลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่ซักพักก็ถึง Chitose
เช็คกระเป๋าออกเสร็จเรียบร้อย
นั่งรถไฟฟ้า JR มุ่งหน้าเข้า Sapporo

พอดีรถไฟมาซักพักแล้ว ที่นั่งเลยค่อนข้างเต็ม
ยืนตลอดทางไปจนถึง Sapporo
ระหว่างทางหิมะขาวโพลนไปหมด แถมกำลังตกอีกตะหาก

พอถึงสถานี Sapporo แล้ว ทุกคนก็แต่งตัว เตรียมพร้อมรบกับอากาศข้างนอก
เรียกแท็กซี่จากสถานี มุ่งหน้าสู่โรงแรมที่พัก Business Norte
ถึงโรงแรมเรียบร้อย เช็คอิน
ดูเป็น Business Hotel มาก
ด้านล่างมี Lan Cable ด้วย ต่อเล่นเน็ตอัพบล็อกต่อได้

วางของ แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ออกเดินจากโรงแรมไปสถานีรถไฟฟ้า
มุ่งหน้ากลับสถานี Sapporo

หาซื้อรองเท้าใหม่ให้พ่อก่อน
พอดีที่ตึก Este มีร้าน ABC Mart อยู่
ได้รองเท้าเรียบร้อย เดินทางกันต่อ

นั่งรถไฟใต้ดินไปสู่โรงงานช็อกโกแล็ตของ Shiroi Koibito
เข้ามาทันก่อนตึกปิดพอดี
เดินดูของโชว์ในตึกกัน

เสร็จแล้วออกไปถ่ายรูปข้างนอก

แวะซื้อขนมด้านใน พ่ออยากกินซะเยอะ
เลยซื้อมา 4 อย่างเลย

เสร็จแล้วออกจากโรงงาน มุ่งหน้าย้อนกลับไปสถานี Sapporo
เพื่อมากินซัปโปโร่ราเมงที่ขึ้นชื่อบนชั้น 10 ของตึก Este
มีย่านราเมงอยู่ เปิดแข่งกัน 8 ร้าน
ลองเลือกกินร้านนึงดู
พอนั่งไม่นาน มีมาต่อคิวกันเพียบเลย
ราเมงที่สั่งมาก็อร่อยจริง ๆ ทุกคนชอบหมดเลย
แสดงว่าเลือกร้านถูก อิอิ

กินเสร็จ นั่งรถรางจาก Susukino มุ่งหน้าสู่เขาโมอิวะ
ถึงทางขึ้นเขา 2 ทุ่ม 10 นาที
เจ้าหน้าที่บอกว่า กระเช้าขึ้นได้ แต่ไม่มีรถบัสไปส่งถึงยอด
เอาเถอะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว เลยขึ้นก็ขึ้น

พอดีวันนี้อากาศไม่ค่อยดีด้วย
เห็นวิวจากกระเช้าซักพัก ก็ไม่เห็นแล้ว โดยเมฆหมอกบังหมด
พอไปถึงข้างบน ก็ถ่ายรูปกับ Snow Mobil
ซักพักก็กลับลงมากัน

นั่งแทกซี่กลับ มุ่งหน้าสู่โรงแรม
วันนี้เป็นวันที่สนุกซะที หลังจากอยู่คนเดียวในโตเกียวซะหลายวัน

2月4日

Japan Snow Trip Day 04: Todai, Omote Sando, Harajuku

วันนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแพลนอะไร
เพราะที่ ๆ อยากไปก็ไปมาหมดแล้ว
เลยไม่รีบออกจากบ้านเท่าไหร่
จัดข้าวของ แบ่งของที่จะไม่เอาไปฮอกไกโดใส่กระเป๋าใหญ่

เดินทางออกจากบ้าน
กินอาหารกลางวันที่ร้าน Mos Burger แถวสถานี

แล้วเดินทางไปยังที่พักทหารแถว Meguro


โชคดีที่เจอคนไทยอยู่แถวนั้นพอดี เลยเข้าไปได้
ไม่ได้มาตั้ง 3 ปีกว่า คนที่เคยเจอป่านนี้คงเรียนจบไปหลายคนแล้ว
ฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็เผ่นออกมากลับสถานี
นั่งรถไฟฟ้าไป Hongo Todai

จริง ๆ แล้ว จุดประสงค์คืออยากจะไปซื้อถุงมือออกกำลังกายที่แถว ๆ ฟิตเนส
แต่พอไปถึง ไม่มีร้านเดิมแล้ว
เลยคล้าย ๆ จะมาฟรี

รำลึกความหลังเล็กน้อย
ก่อนจะนั่งรถไฟออกมาไปลง Omote sando
หาทิศแทบตาย กว่าจะเจอย่านที่มี LV

เดินเข้าตึก LV อย่างสง่างาม
ดูอย่างเดียว ไม่ได้ซื้ออะไรซักอย่าง 5555

นอกจาก LV แล้วก็แน่นอน ต้องมี burberry ด้วย

จากนั้นก็ข้ามฝั่งไปเข้าตึก Omote sando Hills
เจ้าของเดียวกับ Roppongi Hills
ข้างในทำทางเดินวน ๆ สวยทีเดียว

เดินเลยไปจนถึง Harajuku
ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่
ร้านเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย

เสร็จแล้วนั่งรถไฟไป Shibuya
ดูของเก็บตกเล็กน้อย
ก่อนจะไปกินซูชิร้านเดิม ที่เปลี่ยนกฏใหม่
ไม่บังคับให้กิน 7 จานแล้ว
แต่ขึ้นราคาเป็นจานละ 120 เยน
แล้ว up ราคา Uni, Ikura แล้วก็อีกซัก 2-3 อย่าง เป็นสามร้อยกว่าเยน
รสชาติก็ยังอร่อยเหมือนเดิม

กินเสร็จ เดินย่อยอีกนิดหน่อย
นั่งรถไฟต่อไป Shinjuku
เดินเล่นอยู่แถวประตูตะวันออก ดูของเล็กน้อย
จากนั้นก็กลับบ้าน
จัดกระเป๋า เตรียมมุ่งหน้าสู่นาริตะ

2月3日

Japan Snow Trip Day 03: Ginza, Roppongi

วันนี้สายเล็กน้อย แต่ไม่สายเท่าเมื่อวาน
อาบน้ำแต่งตัว ออกจากบ้านประมาณเกือบเที่ยง
นั่งรถไฟมุ่งหน้าสู่กินซ่า

แน่นอนว่าถ้ามากินซ่า ก็ต้องมากินอาหารกลางวันที่ร้านเนื้อบุฟเฟ่ต์แน่นอน
ตั้งแต่มายังไม่ได้กินเนื้อเลย เลยเอาซะหน่อย
ร้านเนื้อนี้ชื่อร้าน Karune เป็นสาขาของ Hanamasa
เจอทัวร์คนจีนลงมากมายก่ายกองอีกแล้ว
แต่ไม่เป็นไร เราก็กินของเราไป ขำ ๆ ก่อน
เดี๋ยวค่อยไปกินร้านเนื้อที่อื่น
คราวนี้เหมือนกระเพาะไม่ใหญ่เท่าตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น
เลยกินได้ไม่เยอะเท่าไหร่

พอกินเสร็จเดินออกมาด้านบน
มีร้านดองกิโฮเต้ ขายของเบ็ดเตล็ดแทบทุกอย่างที่จะคิดออก
เดินดูของอยู่นานมาก ซื้อของ 2-3 ชิ้นในราคาที่ถูกกว่าห้างอีก

เสร็จแล้วก็เดินออกมา ข้ามฝั่งเข้าร้าน burberry
บรรยากาศช่างตรงข้ามกับเมื่อกี้ราวฟ้ากับเหว
มันตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันได้ไงเนี่ย
ของที่ญี่ปุ่นจะมี burberry black label ซึ่ง limited เฉพาะสำหรับญี่ปุ่น
แต่ season นี้ ดู ๆ แล้ว burberry ธรรมดาสวยกว่า
black label เอาใจคนญี่ปุ่นมากเกินไปหน่อย

ดูเสร็จแล้วก็เดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น จนมาถึงร้าน Uniqlo
เป็น Uniqlo ที่ใหญ่มาก มีของครบแทบทุกอย่าง
ได้กางเกงยีนส์ skinny มาอีก 2 ตัว

เสร็จแล้วเดินไปดูของร้าน apple store ที่อยู่แถวนี้
ยิ่งใหญ่อลังการมาก

พอสักพัก นั่งรถไฟใต้ดินกลับมา Roppongi
เดินไปดูตึกที่สร้างใหม่ชื่อ Tokyo Midtown
ข้างในขายของ luxury ล้วน ๆ
แต่น่าจะเป็น house brand ของญี่ปุ่นหมด เพราะไม่เห็น brand นอกเลย

ออกมานั่งดื่ม Starbuck ตรงด้านหน้า
พร้อมนั่งพักเหนื่อย หลังจากเดินมาทั้งวัน แบกของก็เยอะ

จากนั้นเริ่มมืดแล้ว เลยเดินไป Roppongi Hills
เห็น Tokyo Tower ด้วย

เดินลงไปด้านล่าง ร้าน LV ที่ใหญ่อลังการ พาดเกือบครึ่งถนนก็ยังอยู่

เสร็จแล้วเดินเข้าตึก TV Asahi
มีการ์ตูน Doraemon เป็นตัวนำของช่องนี้

ปีนี้ฉลองครบรอบ 50 ปีพอดีด้วย
เลยมีประดับประดาเยอะ

พอใกล้เวลานัดแล้ว
เดินกลับสถานีรถไฟ มุ่งหน้าสู่ Ueno
นัดรุ่นน้องที่ยังทำงานอยู่ที่นี่กินข้าวเย็นกัน
update ข้อมูลต่าง ๆ
กินกันที่ร้าน tgi friday แถวสถานี

ซัก 4 ทุ่มก็แยกย้ายกลับบ้าน
วันนี้ไม่ค่อยหนาวเท่าเมื่อวาน แต่ก็เย็น ๆ อยู่

2月2日

Japan Snow Trip Day 02: Akihabara, Ueno, Kendo Dojo

วันนี้ตื่นสายมากกกก
เนื่องจากเมื่อคืนนอนดึก
ตื่นมาแล้วยังนั่งเล่นเน็ตต่ออีกตั้งนาน กว่าจะออกจากบ้าน
กินอาหารเช้า (บ่าย) ที่แม็คแถวสถานี
จากนั้นมุ่งหน้าสู่ Akihabara เมืองแห่งเครื่องใช้ไฟฟ้าและโอตากุ

ถึงประมาณบ่าย 3 โมง อากาศเย็นเล็กน้อย คนยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
เติมเงินโทรศัพท์เสร็จแล้ว ก็เดิน survey ดูของ
เดินตามร้านของมือ 2 ที่เคยซื้อเมื่อสมัยก่อน
ปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านกันเยอะมาก แบ่งชั้นใหม่หมด
ร้านที่เคยให้ส่วนลด iPhone ก็ยังมีอยู่
ต้องหาคนมาช่วยซักหน่อยแล้ว อิอิ

พอเดินได้ซักพักนึง ก็ย้ายที่
นั่งรถไฟมาลงสถานี Ueno
ใกล้กับบ้านที่เคยอยู่เมื่อก่อน
เดินเข้าห้าง OIOI ดูเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์นอก
Michel Klien ที่เราชอบซื้อก็มี
ผ้าเช็ดหน้า Burberry etc.

ดูอย่างเดียวไม่ได้ซื้ออะไรซักอย่าง
ออกมาจากห้างเดินดูของที่ร้านแถวนั้น
ผ่านตลาด Ameyoko เดินไปเดินมานึกขึ้นได้ว่าตึกม่วงอยู่แถวนี้ เลยแวะซะหน่อย
เป็นที่แรกที่ได้ซื้อของ ตึกแรกเป็นพวกของกิน
ตึกแรก ปีกขวามือ (B) ชั้นบน ๆ เป็นพวกของผู้ชาย
เป็นของปลอดภาษี ราคาถูกสุด ๆ
กระเป๋าหลุยส์ เนคไทด์ burberry ไม่รู้ทำราคาได้ยังไง ถูกมาก ๆ
ลายเหมือนที่ซื้อที่แอร์พอร์ตรอบนี้ไม่มี แต่มีเหมือนรอบที่แล้วเลย เฮ่อ...

ได้ของติดไม้ติดมือมากเล็กน้อย
นั่งรถไฟกลับมาชินจูกุ
กินข้าวเย็นที่ร้าน Matsuya ที่คุ้นเคย
เสร็จแล้วพอได้เวลา ก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายใหม่ ตรงยาวไปถึง Akatsuka เพื่อมุ่งหน้าสู่โรงฝึกเคนโด้

นัดกับอาจารย์ไว้ว่าจะมารับประกาศนียบัตร เคนโด้ดั้ง 2
ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว
นั่งคุยกันสัพเพเหระ อัพเดตชีวิตกัน
ออกจากโรงฝึกประมาณ 5 ทุ่ม
กลับบ้าน พักผ่อน
เหมือนจะเป็นหวัดเลยนะเนี่ย

2月1日

Japan Snow Trip Day 01: Shibuya

สวัสดีทุก ๆ ท่านอีกครั้ง
กลับมาอีกแล้วกับบล็อกท่องเที่ยวของผม
ครั้งนี้ไปไหน ไม่ใกล้ไม่ไกล คุ้นเคยกันดี
ไปญี่ปุ่นนั่นเอง!
รอบนี้วางแผนมากันทั้งครอบครัว ไปเที่ยว Snow Festival ที่ฮอกไกโด

ไหน ๆ มาแล้ว เลยขอไปรำลึกความหลังนิดนึง
ด้วยการบินมาโตเกียวคนเดียวก่อน แล้วค่อยรอที่บ้านบินตามมา
รอบนี้แลกตั๋วฟรี จาก Mileage ของ United
เสียภาษีน้ำมันอีกพันนิด ๆ เอง

ตื่นตั้งแต่ตี 4 อาบน้ำแต่งตัว
เดินทางออกจากบ้านสู่สนามบินสุวรรณภูมิ
เช็คอินกระเป๋าเรียบร้อย ก็เข้าไปดูของ Duty Free ข้างใน
เดินผ่านร้าน burberry เลยแวะเข้าไปดูซะหน่อย
เห็นเนคไทวางอยู่เยอะเหมือนกัน
ดีใจมาก ในที่สุดก็มีสีที่อยากได้ซะที
เลยสอยมา 1 เส้น แล้วฝากไว้ มารับตอนขากลับ

หิวมาก ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย
เลยแวะกินข้าวเช้าที่ burger king (เหมือนเดิม)
กินเสร็จแล้ว ได้เวลาขึ้นเครื่องพอดี
ก่อนขึ้นเครื่องก็ยังจะมีการตรวจของอีก สมเป็น USA จริง ๆ

ขึ้นเครื่องไปได้ซักพัก ก็แน่นอน... หลับ
แอร์กับสจ๊วตบนเครื่องเป็นคนญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ มีคนไทยนิดหน่อย
แทบไม่มีฝรั่งเลย แต่คนนั่งเป็นฝรั่งเกือบหมด เพราะ flight นี้ connect ไป USA

ในที่สุดก็ถึงญี่ปุ่นตอนประมาณบ่าย 2
ออกจากเครื่อง ผ่าน custom เรียบร้อย
เดินหา softbank เพื่อเติมเงินโทรศัพท์

เสร็จแล้วก็เดินทางออกจากสนามบิน
ตอนอยู่ที่สนามบินยังร้อน ๆ อยู่ดี ๆ
พอมาถึง Ueno แล้ว ลมแรงมาก ต้องเอาเสื้อโค้ทออกมาใส่เลย
เสร็จแล้วสมบุกสมบันต่อจนถึง Shinjuku
ลากกระเป๋าต่อจนถึงสถานี Eifukucho
เพื่อมาพักที่บ้านเพื่อน

วางกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินทางกลับมา Shibuya (บ้านหลังที่ 2 ของเราน่ะเอง)
พอดีว่า ทุกคนมีนัดหมด เลยต้องกินข้าวเย็นคนเดียว
ไปกินที่ร้านอิชิรังราเมง

รสชาติยังเข้มข้นเหมือนเดิม

กินเสร็จแล้วเดินช้อปปิ้งอยู่นานมาก ๆ
ก่อนจะนัดเจอเพื่อนตอน 4 ทุ่ม แล้วนั่งรถไฟกลับบ้านกัน

เน็ตที่บ้านเพื่อนแรงมาก ถูกใจจริง ๆ โหลด Gossip Girl กลับไปดูที่ไทยได้เลย

12月31日

Bye! 2008

มากันอีกแล้วกับบล็อกส่งท้ายปลายปี
ปี ๒๕๕๑ นี้ สำหรับเจ้าของบล็อคนับว่าเป็นปีที่ดีกว่าปีที่แล้วในหลาย ๆ เรื่อง
ชีวิตก็ไม่ได้มีอุปสรรคมากมายนัก แต่ก็ถือว่าเป็นอีกปีที่เหนื่อยกับชีวิตการทำงาน
โดยรวมนับว่าโอเค ถือว่าเป็นอีกปีที่น่าพอใจ (คุ้น ๆ มั้ย อิอิ)
 
ยังไงก็ขอให้แฟน ๆ ที่อ่านบล็อกนี้ (คงเหลือไม่ค่อยเยอะแล้ว)
รวมถึงทุก ๆ คน จงพบแต่ความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป
อะไรที่ไม่ดีก็ทิ้งไว้กับปีเก่า อย่าเก็บเอาไปคิดต่อปีหน้า
เฮง ๆ ร่ำรวยเงินทองทุกคนครับ
 
よいお年を迎えて!
11月24日

KylieX 2008 in Bangkok

มันส์มาก ๆ
มันส์กว่าตอนคอนเสิร์ตบียอนเซ่ปีที่แล้วอีก
เลือกมาแต่เพลงโดน ๆ ทั้งนั้น โปรดักชั่นก็สุดยอดมาก
เพลงยังก้อง ๆ อยู่ในหัวอยู่เลย

Kylie X2008 Live in Bangkok Setlist

Act 1: Xlectro Static
1. Speakerphone
2. Can't Get You Out Of My Head
3. In Your Eyes

Act 2: Cheer Squad
4. Heart Beat Rock
5. Wow
6. Shocked

Act 3: Beach Party
7. Loveboat
8. Copacabana
9. Spinning Around
10. I Believe in You (Ballad Version)

Act 4: Xposed
11. Like a Drug
12. Slow
13. 2 Hearts

Act 5: Black Versus White
14. On a Night Like This
15. Your Disco Needs You
16. Kids
17. Step Back In Time
18. In My Arms

Encore 1
19. No More Rain
20. Love At First Sight

Encore 2
21. Better The Devil You Know
22. The One
23. I Should Be So Lucky

11月21日

KylieX 2008 Ticket Reservation

มาอัพเดตบล็อกเล็กน้อย หลังจากไม่ค่อยได้เขียนเท่าไหร่
ช่วงนี้ได้หยุดยาวจนถึงปลายเดือน เลยมีเวลามาจัดข้าวจัดของ เคลียร์นู่นนี่
 
อยากเล่าให้ฟังเรื่อง
เมื่อช่วงต้นเดือนที่แล้ว มีข่าวใหญ่เรื่องไคลี่ มินอก จะตระเวณมาทัวร์คอนเสิร์ตถึงที่ไทยด้วย
แน่นอนว่า งานนี้พลาดไม่ได้แน่ ๆ ไคลี่ ไม่ได้มาร้องเพลงให้ฟังทุกวัน
เลยรีบตามข่าวงานคอนเสิร์ตนี้ แล้วชวนเพื่อน ๆ ไปดูกัน
 
เช้าวันแรก รีบแจ้นไปที่เคาเตอร์ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ที่ เซ็นทรัลเวิล์ด
แน่นอนว่า ไหน ๆ มาทั้งที ดูใกล้ ๆ ไปเลย เหมือนตอนบียอนเซ่มา
เลยซื้อตั๋ว 5800 ซ้า ใกล้เวทีได้อีก
แต่คนบุ๊คมาทางเน็ตเยอะแล้ว เลยได้ประมาณซักแถวที่สิบจากเวที
 
มะรืนนี้คอนเสิร์ตก็จะเริ่มแล้ว เปิดเพลงของไคลี่ซ้อมกันเยอะ ๆ นะ อิอิ
 
 
bbanner
10月23日

Safari World

สวัสดีครับ
หลังจากไม่ได้เขียนบล็อกกันซะนานก็มา update กันซักเล็กน้อย
ช่วง 2 อาทิตย์นี้จริง ๆ แล้วตอนแรก plan ว่าจะหยุดยาวไปเที่ยว
แต่พอดี Audit มาลงที่แบงก์พอดี เลยหยุดไม่ได้
ถึงอย่างงั้นก็เถอะ วันปิยะก็หยุดอยู่ดี แต่ไม่ได้หยุดต่อเนื่องเท่านั้นเอง

วันนี้เลยตื่นแต่เช้าเหมือนปกติ (แทนที่จะได้นอนเต็มตา)
เพราะวันนี้นัดกับเพื่อนไปซาฟารีเวิล์ดกัน
ไม่ได้มาหลายปีมาก ๆ
บางโชว์ก็เปลี่ยนไป บางโชว์ก็เพิ่มเข้ามา
แต่ก็ยังมีบางโชว์ที่เหมือนเดิมตั้งแต่สมัยมาตอนเด็ก ๆ

วันนี้เป็นวันหยุด แถมช่วงปิดเทอมอีกตะหาก
ลูกเด็กเล็กแดงเลยเต็มไปหมด
ร้อนก็ร้อน ดีที่ฝนไม่ตก ไม่งั้นคงจะแย่กว่านี้

กลับเข้ากทม. เย็น ๆ
เหนื่อยจังอาทิตย์นี้

8月12日

Hong Kong 1st Trip Day 4

วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนกลับไทยแล้ว
ตื่นมา เก็บข้าวของ แพ็คกระเป๋า
เช็คเอาต์ แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม

ยังไม่ค่อยหิวกันเท่าไหร่
เลยไปเดินช้อปกันก่อน
นั่ง MTR มา Tsim Sha Tsui
เดินไปทางโรงแรมมาโคโปโลอีกครั้ง
แวะเข้าช้อป DOLCE&GABBANA

ที่นี่หาช้อป D&G ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
น้อยพอ ๆ กับ LV เลย

เสร็จแล้วแม่พาเดินกลับไปแถวถนน Hai Phong กันอีกครั้ง
เริ่มหิว เลยกินข้าวเช้ากันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแถวนั้น
เรากินก๋วยเตี๋ยวเอ็นตุ๋น
แม่กินบะหมี่เกี๊ยว

เดินดูของกันนิดหน่อย
แล้วเดินเลยไป Avenue of Star กัน
ตรงพื้นมีลายมือประทับของพวกดาราฮ่องกง ซึ่งเราก็ไม่รู้จักอยู่ดี
ที่ดังสุดคงจะเป็น Bruce Lee

แถว ๆ นี้วิวดีมาก ๆ
เห็นตึกฝั่งฮ่องกงเรียงราย พร้อมเรือแบบโบราณให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกัน

เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงการแข่งขันโอลิมปิก เลยมีการตกแต่งในธีมโอลิมปิคด้วย

เดินดูของที่ระลึกในร้าน Olympic Official Shop เล็กน้อย
แล้วซื้อตั๋วเรือข้ามฟาก เพื่อข้ามไปฝั่งฮ่องกงกัน

ลงที่ท่า Central เดินกันไกลมาก กว่าจะเข้ามาถึงตัวเมือง
บรรยากาศแถวนี้คล้าย ๆ กินซ่าของญี่ปุ่นเลย
มีพนักงานในชุดสูทเดินออกมาช่วงพักกลางวัน
แถมมีช้อปแบรนด์เนมเต็มไปหมด

เดินไปยังตึก Charter House
เป็นตึกที่รวมแทบทุกแบรนด์ย่อยของ Armani ทั้งหมดไว้
ทั้งขนม, ดอกไม้ ฯลฯ
มีนาฬิกาคล้าย ๆ กับแบบที่เราใส่อยู่ด้วย
แต่ไม่มีเข็มขัดแบบที่เราอยากได้
เดินจนอิ่มใจเลย

เสร็จแล้วก็ออกมาหาของกินกัน
เดินมาแถวที่เมื่อวานกันข้าวเย็นกัน
แต่คราวนี้กินร้านฝั่งตรงข้าม
ให้อารมณ์เหมือนฟาร์สฟู้ดนิดหน่อย
เราสั่งบะหมี่ราดหน้าเป๋าฮื้อ

ส่วนแม่สั่ง บะหมี่กระดูกหมู

กินเสร็จแล้วข้ามถนนไปร้านเมื่อวาน
ซื้อไข่เยี่ยวม้ากลับมาฝากคุณยาย

เสร็จแล้วนั่ง MTR ข้ามฝั่งกลับไปเกาลูน
เดินอยู่แถว Tsim Sha Tsui กัน
แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว เมื่อยมาก
เจอร้าน Charlie Brown Cafe ที่ไม่มีสาขาในไทย
เลยเข้าไปนั่งพักกัน

มีแต่เด็ก ๆ ทั้งนั้นเลย
ร้านตกแต่งได้น่ารักมาก ๆ
กินชีสเค้ก

กับชีสเค้กช็อกโกแลต

นั่งพักอยู่จนหายเมื่อยก็ไปเดินกันต่อ
คราวนี้ลองเดินถนนที่ขนานกับนาธานดู
ไม่ค่อยมีร้านอะไรเท่าไหร่
ได้ถุงเท้ามา 2-3 คู่
เกือบจะได้เวลาที่รถมารับไปสนามบินแล้ว
เลยกลับไปรอที่โรงแรมกัน

รถมาไวกว่ากำหนดเล็กน้อย
เดินทางสู่สนามบิน

เช็คกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็ไม่ลืมซื้อคริสปี้ครีมกลับมาฝากที่บ้านด้วย

แล้วเดินดูของกันต่อ
ช้อปในสนามบินดูเยอะก็จริง
แต่ถ้าเทียบกับข้างนอกแล้วน้อยกว่ามาก
มีของโอลิมปิคขายหลายจุดมาก

ก่อนเครื่องขึ้น เริ่มหิวเล็กน้อย
เลยสั่งก๋วยเตี๋ยวหลอดมากิน

ราคาค่อนข้างแพงทีเดียว เพราะเป็นของในสนามบิน
กินเสร็จก็หาซื้อของฝากจนครบ
แล้วขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ
เป็นทริปที่ประทับใจอีกครั้ง