2月13日
วันนี้ตื่นกันไม่ค่อยรีบเท่าไหร่
เพราะไม่มีโปรแกรมไปไหนนอกจากตรงไปสนามบินเลย
พอใกล้ ๆ เที่ยงก็ออกจากที่พัก
นั่งรถแทกซี่ไปสถานีรถไฟ
หลังจากนั้นก็ลากกระเป๋านั่งรถไฟกันนานมาก
จาก Meguro ไป Ueno
จาก Ueno นั่งหวานเย็นไปจนถึง สนามบินนาริตะ
มาถึงแล้วก็เช็คกระเป๋า
ของคนอื่นนั่งการบินไทยกัน 3 คน
ของเราเป็น United คนเดียว นั่งกลับเหงาอีกแล้ว
ของเราเป็น flight ที่ออกช้ากว่า เลยฝากกระเป๋าไว้กับแม่ จะได้ไม่ต้องรอ
เดินซื้อของฝากเพิ่มอีกนิดหน่อย ก่อนจะเข้าไปรอเครื่องออก
ตรงที่รอของ TG มีคนไทยเยอะมาก
แต่ตรง United มีแต่ฝรั่ง
พอได้เวลาก็แยกย้าย มุ่งหน้าบินตรงสู่กรุงเทพฯ
ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
2月12日
วันนี้ตื่นกันตามสบาย ไม่รีบมาก
เพราะตื่นเช้าไปร้านก็ยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่
กินอาหารเช้าที่ซื้อมาเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว
นั่งแทกซี่ไปสถานี Meguro
นั่งรถไฟฟ้า JR มุ่งหน้าสู่สถานี Akihabara
พาน้องมาซื้อของนิดหน่อย
เดินหาซักพักก็เจอร้าน
ปล่อยให้น้องดูของซักพัก
พอเที่ยง ๆ ก็ออกมา
นั่งรถไฟอีกป้ายนึงไปลง Okachimachi
เดินจากสถานีไปตึก Takeya (ตึกม่วง)
ที่ที่มีของปลอดภาษีและของราคาถูกอีกมากมาย
ซื้อขนมด้านล่างกันอย่างจุใจ
กินอาหารกลางวันกันที่ Ueno
แล้วเดินช้อปปิ้งอยู่แถวนั้น
ได้รองเท้ามากันคนละคู่
พอตกบ่าย
ก็นั่งรถไฟฟ้ามา Shibuya
เริ่มจะเย็นแล้ว
เดินซื้อของในซูเปอร์นิดหน่อย
ก่อนจะหาข้าวเย็นกิน
แล้วนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน
2月11日
วันนี้ตื่นกันเร็วนิดนึง เพราะช่วงเช้าจะเที่ยวในตัวเมือง
ตอนบ่ายจะได้เข้าโตเกียวเร็ว ๆ
เก็บข้าวของเรียบร้อย กินอาหารเช้าที่ซื้อมาเมื่อวาน
ฝากกระเป๋าไว้ที่เรียวกัง ออกไปเที่ยวกัน
เมืองนี้ค่อนข้างเล็กเหมือนกัน ไปไหนมาไหนก็แทกซี่เถอะ
นั่งไปที่แรก เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรถสำหรับงานประจำปีของเมืองนี้
รถลากมีใหญ่ ๆ ประมาณ 4-5 คัน ประดับประดาอลังการมาก
ยังเช้าอยู่ เลยไม่มีคนเลยด้วย มีแต่เรากลุ่มเดียว
เสร็จแล้วเดินย้อนกลับเข้ามา
เจอตลาดนัดตอนเช้า ยังไม่ปิด
เลยเดินดูของกัน
ซื้อของกิน + ของฝากกันมากมาย
ขนมเมืองนี้นี่อร่อยดีเหมือนกัน
เสร็จแล้วนั่งรถแทกซี่ เดินทางออกไปหมู่บ้านฮิดะโบราณ
ลักษณะบ้านที่นี่คล้าย ๆ กับหมู่บ้านชิราคาว่าเมื่อวาน
แต่ของที่นี่จัดเป็นโซนบ้านเก่าทั้งหมด
เลยดูสวยกว่ามาก
เดินวนกันซักพักนึง
ก็ออกมา เรียกแทกซี่กลับไปที่เรียวกัง
เอากระเป๋าออกมา กลับไปสถานี
กินข้าวกลางวันกันที่สถานี
เป็นร้านทาคายาม่าราเมง
รอรถไฟเที่ยวถัดไปที่จะมุ่งหน้าไปนาโกย่า
นั่งกันนานมากกว่าจะถึงนาโกย่า
พอถึงแล้วก็ต่อชิงกังเซนเข้าโตเกียว
พอดีอากาศไม่ค่อยดี เลยไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ
ถึงโตเกียวก็เย็น ๆ แล้ว
นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Meguro
เอาของเข้าที่พัก
แล้วออกมากินเข้าเย็นที่ชิบูย่ากัน
กินที่ร้านเนื้อ Gyukaku
พอดีไปกินของดีมาแล้ว ร้านนี้เลยดูเฉย ๆ ไปเลย
กินเสร็จเดินเล่นอีกนิดหน่อย ก่อนจะกลับเข้าที่พัก
10 February
เช้าวันนี้ตื่นกันแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว
ลงมากินข้าวเช้าด้านล่างของโรงแรม
เช็คเอาต์เรียบร้อย ลากกระเป๋าออกจากโรงแรม
ไปสถานีนาโกย่า
ยังพอเหลือเวลาอีกเยอะเลยนั่งรอที่แม็คก่อน
พอได้เวลาก็นั่งรถไฟสาย Hida Wideview มุ่งหน้าสู่เมือง Takayama
รถไฟมีปัญหานิดหน่อยที่ตู้อื่น เลย delay ไปประมาณ 10 นาที
ถึงสถานี Takayama ยังพอมีเวลา
เดินลากกระเป๋าไปเรียวคัง Seibei
มีคุณป้ามาคอยต้อนรับเป็นอย่างดี ใจดีอบอุ่นตามสไตล์คุณป้านอกเมือง
ฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เดินกลับสถานี
ซื้อตั๋วรถบัสเพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน Shirakawa
ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีก็ถึง
ฝนกำลังตกอยู่เล็กน้อย เลยเข้าไปในร้านอาหารกันก่อน
กินเนื้อฮิดะย่างซอสบนใบไม้ อร่อยมาก ๆ
กินเสร็จก็เริ่มออกเดินกัน
มีทั้งบ้านแบบ Gassho แบบโบราณ ที่เป็น World Heritage
สลับกับบ้านแบบใหม่
ค่อนข้างสวยทีเดียว
เดินกันประมาณชั่วโมงนึง ซื้อของฝากเรียบร้อย
นั่งรถบัสกลับเข้าเมือง Takayama
เดินเล่นในย่านเมืองเก่าซักพัก
ก็กลับเข้าเรียวกัง พักผ่อนกันก่อน
ก่อนจะออกมาหาอาหารเย็นทานกัน
แน่นอนว่า มาถึงเมือง ฮิดะ ทาคายามะ ก็ต้องเป็นเนื้อฮิดะ
เมื่อเย็นถาม Information ไว้แล้วว่าให้กินร้านไหน
เดินไปถึงร้าน Yamatake
เข้าไปถึงไม่มีคนเลย
เจ้าของร้านบอกว่าหน้าหนาวไม่ค่อยมีคนมาเมืองนี้เท่าไหร่
คนจะมาเที่ยวเมืองนี้กันฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วงมากกว่า
พอเลือกเนื้อกันได้แล้ว เจ้าของร้านก็เอาไปตัดให้ แล้วเอามาเสิร์ฟ
อร่อยมาก ๆ รสชาติอร่อยเหมือนเนื้อโกเบ แต่ปริมาณเยอะกว่ากันมาก ๆ
สมกับที่เจ้าของร้านบอกเลยว่า ร้านนี้อร่อยอันดับ 1
กินกันทั้งอร่อย ทั้งปริมาณเยอะ มีความสุขมาก ๆ
เดินกลับเรียวกังอย่างมีความสุข
พรุ่งนี้กลับเข้าโตเกียวแล้ว
2月9日
เช้านี้ตื่นเร็ว เพราะนอนด้วยกันหมด 4 คน
หิมะตกแต่เช้าเลย อากาศข้างนอกคงหนาวเลย
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ลงไปกินข้าวเช้าด้านล่างของโรงแรม
วันนี้มีแต่อาหารแบบญี่ปุ่นเกือบหมดเลย
กินเสร็จแล้ว เช็คเอาต์ ฝากกระเป๋าไว้
เรียกแทกซี่ออกไปส่งที่ท่าเรือ Aurora
แทกซี่บอกว่าวันนี้โชคดี น่าจะได้เห็นทะเลน้ำแข็ง แต่ต้องออกไปไกลขึ้นอีกนิด
พอมาถึงท่าเรือ ซื้อตั๋วเรียบร้อย
พนักงานก็บอกเหมือนกันว่า จะขอยืดเวลาออกไปนานขึ้นอีก 15 นาที
น่าจะได้เห็นทะเลน้ำแข็ง
ดูจากสถิติของปี 2006 กับ 2007 แล้ว ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่
ครั้งนี้เลยค่อนข้างเสี่ยงดวงพอสมควร
พอถึงเวลา ก็ขึ้นเรือ Aurora No.2
ออกเรือไปสู่ทะเล Okhotsk
มีนกบินไปบินมาตามเรือด้วย
พอล่องไปซักพักนึง ก็เริ่มเห็นทะเลน้ำแข็งจริง ๆ
โชคดีมาก ๆ
วิ่งขึ้นไปถ่ายรูปกันใหญ่เลย
เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากจริง ๆ
ประทับใจมาก ๆ
ใช้เวลารวมแล้วประมาณชั่วโมงนึง เรือก็แล่นกลับฝั่ง
ซื้อของกันเล็กน้อย
ก่อนจะนั่งแทกซี่มุ่งหน้าสู่สนามบิน Memanbetsu
ถึงก่อนค่อนข้างเร็ว
เลยมีเวลาช้อปปิ้งซื้อของ กินข้าวกลางวันกัน
ก่อนจะขึ้นเครื่อง ANA บินสู่สนามบิน Centrair ใน Nagoya
จากสนามบินนั่งรถไฟมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองนาโกย่า
วันนี้เดินทางเกือบทั้งวันเลย
ถึงสถานีแล้ว เดินหาทางไปโรงแรมที่พัก
สถานีนี้ใหญ่มาก กว่าจะหาเจอ ถามทางไปแทบตลอดทางเลย
เช็คอินเข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Sakae ไปกินอาหารเย็นกัน
กินข้าวเย็นกันที่ร้าน Pepper Lunch แถว ๆ สถานี
เสร็จแล้วออกไปถ่ายรูปในเมืองกัน
เห็นตึก Oasis 21 ด้วย
เดินเล่นกันซักพักนึงก็กลับโรงแรม
พักผ่อน
2月8日
วันนี้ตื่นมาด้วยอากาศที่เย็นจัดจากด้านนอก
หิมะตกค่อนข้างหนักทีเดียว
อาบน้ำแต่งตัว ลงมากินอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ของโรงแรม
เสร็จแล้ว เช็คเอาต์ ฝากกระเป๋าที่โรงแรม
เดินทางไปที่เชิงเขา Daisetsuzan
มาเช้าไปหน่อย ยังไม่ค่อยมีคนเลย
มีแต่พวกฝรั่งมาเล่นสกี
ขึ้นกระเช้าไปบนชั้น 5 ของภูเขา
อากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ถ่ายรูปกันมาเยอะดี
ซักพักนึงก็ลงจากเขา
เดินกลับไปโรงแรมที่พัก
มีรถโรงแรมไปส่งที่สถานีรถบัส
นั่งรถบัสกลับสู่สถานีรถไฟ Kamikawa
ซื้ออาหารกลางวันเตรียมพร้อม
ขึ้นรถไฟเพื่อมุ่งหน้าสู่ Abashiri
ใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง
เอาอาหารกล่องมานั่งกินกันในรถไฟ
ถึง Abashiri บ่าย 3 นิด ๆ
หิมะกำลังตกได้ที่
ลากกระเป๋าฝ่าหิมะเดินไปโรงแรมกันอย่างทุลักทุเลมาก
เช็คอินเรียบร้อยแล้ว
นั่งแทกซี่เพื่อมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์ทัณฑสถาน (Prison Museum)
เมื่อก่อนเป็นเรือนจำที่ใช้จริงของ Abashiri
ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวไปเข้าชม
เดินดูอยู่ซักพัก ก็กลับออกมาเรียกแทกซี่
เข้าไปงานเทศกาลน้ำแข็งของ Abashiri
ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เลยวนรถออกมา
มุ่งหน้าตรงไปร้านอาหารแทน
ร้านนี้มีพิเศษตรงที่มีซาชิมิเนื้อปลาวาฬขายด้วย
ถูกใจน้องชายมากมาย
กินเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรม
พักผ่อน
2月7日
วันนี้ตื่นกันแต่เช้า เพราะต้องย้ายเมืองกัน
กินอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จแล้ว
นั่งแทกซี่จากโรงแรมเข้าสู่สถานีซัปโปโร่
วันนี้หิมะไม่ตกแล้ว แต่อากาศยังเย็นอยู่เลย
นั่งรถด่วนจากสถานี Sapporo มุ่งหน้าสู่สถานี Asahikawa
รอบนี้รีบมารอก่อน เลยได้นั่งกันทุกคน
พอถึงสถานีแล้ว ฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์
แล้วต่อคิวรอขึ้นรถบัสไปสวนสัตว์
คนรอคิวเยอะมาก เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์
นั่งรถบัสมาประมาณ 40 นาทีก็ถึง
ค่อนข้างออกมานอกเมืองพอสมควร
พอมาถึง ประตูหน้าคนต่อคิวรอเข้าเยอะมาก
แต่รถบัสมาจอดให้ประตูตะวันตก คนต่อคิวรอเข้าไม่เยอะเท่าไหร่
ซื้อตั๋วเรียบร้อยเข้าไปด้านใน
สัตว์ในสวนสัตว์นี้ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์พวกที่อยู่ในภูมิประเทศเขตหนาว
ตึกแรกที่ไปดูกันคือ แมวน้ำ
ตัวใหญ่มาก ๆ
เสร็จแล้วไปดูเพนกวินกัน
เดินต้วมเตี้ยม ๆ น่ารักมาก
นอกจากนั้นมี หมีขาว ที่น่าจะเป็นพระเอกของที่นี่
นอนแอ้งแม้งอยู่
จากนั้นก็แวะไปกินข้าวกันที่ด้านบน
คนเยอะมากมาย
กินเสร็จแล้วออกมาจากสวนสัตว์
เดินไป Snow Village กัน
ตรงนี้มีให้เล่น Snow Mobile
เล่นวนขึ้นเขากันหลายรอบมาก
ยังไม่ค่อยหนำใจเลย อยากเล่นอีก
เดินกลับเข้ามาในสวนสัตว์
ดูสัตว์ตัวอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ
ก่อนจะขึ้นรถบัสมุ่งหน้ากลับสถานี Asahikawa
เอาของออกจากล็อกเกอร์ที่สถานี
นั่งรถบัสมุ่งหน้าสู่ที่พักตากอากาศ Sounkyo
รอรถบัสจากโรงแรมมารับ ยืนหนาวกันแทบตาย
ถึงโรงแรมเอาของเข้าเช็คอิน
ลงมากินอาหารเย็นที่ภัตตาคารด้านล่าง
อาหารของโรงแรมเยอะแยะมากมาย อลังการมาก
กินปู กับ เนื้อย่างกันมากมาย อิ่มอร่อย
กินกันเสร็จแล้ว พักแป๊บนึง
ก่อนจะออกไปเดินงาน Ice Waterfall
เป็นการประดับไฟให้กับน้ำแข็ง
มีจุดพลุด้วย ไม่เคยเห็นจุดพลุหน้าหนาวเลย
ได้บรรยากาศแปลก ๆ ไปอีกแบบ
ซัก 3 ทุ่มก็กลับบ้าน เข้านอน
2月6日
วันนี้ตื่นกันสบาย ๆ ไม่ได้รีบร้อน
เสร็จแล้ว ลงมากินขนมปังกับกาแฟด้านล่าง (บริการฟรี)
วันนี้เป็นเมนหลักของทริปนี้ คือเที่ยวงาน Snow Festival นั่นเอง
กินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ออกเดินไปสถานี เพื่อเข้าสู่ Odori Park
ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ลานที่ใช้จัดงาน
ในส่วนแรกนี้ แบ่งออกอีกเป็น 12 โซนย่อย
เดินกันตั้งแต่โซนแรกยันโซนท้าย ยาวมาก ๆ
หิมะก็ตก ๆ หยุด ๆ เป็นระยะ
พอเที่ยงเริ่มหิว ก็แวะไปที่ Susukino
เพื่อไปกินปูที่ร้านเดิม (ร้าน Kani Shogun)
พ่อกับแม่ชอบมาก ๆ
ฝากแม่เอาน้ำจิ้มทะเลของไทยมาด้วย
กินกับปูที่สุกแล้ว อร่อยมาก ๆ
กินเสร็จนั่งรถไฟใต้ดิน + รถบัส ไปยังลานที่ 2 ชื่อลาน Tsudome
ตรงนี้คล้าย ๆ สนามเด็กเล่นมากกว่า
มีลานให้เล่นเลื่อน เล่นรถลากสโนว์โมบิล แล้วก็ลานปั้นตุ๊กตาหิมะ
มีเด็กเยอะมากมาย
เลยเดิน ๆ กันอยู่แป๊บเดียวแล้วนั่งรถบัสกลับมาสถานี Sapporo
นั่งพักกันที่ร้านกาแฟแป๊บนึง
ก่อนจะนั่งรถไฟ JR ออกนอกเมืองมุ่งหน้าสู่ Otaru
ถึงรอบนี้เราจะมา Otaru เป็นรอบที่ 3 แล้ว
แต่ครั้งนี้สวยที่สุดจริง ๆ เพราะนอกจากหิมะจะกำลังตกแล้ว
Otaru เริ่มจัดงาน Otaru Snow Gleaming Festival
คือเอาหิมะมาทำเป็นทรงกระบอก แล้วจุดเทียนด้านใน
ทำให้เหมือนหิมะเรืองแสง
ไม่เคยมาครั้งไหนแล้วเจอเทศกาลนี้เลย ครั้งนี้เลยประทับใจมาก
รอบนี้ในคลองก็จุดเทียนด้วย เลยสวยเป็นพิเศษ
คนก็เยอะเป็นพิเศษ อากาศก็เย็นเป็นพิเศษ (-2.8 'C)
เดินไปซักพักก็เข้าร้านซูชิ ในน้องกินซูชิตามใจอยาก
เสร็จแล้วเดินไปเข้าร้านเครื่องแก้ว ซื้อมาเป็นของฝากเยอะมาก
แล้วปิดท้ายด้วยร้านเนื้อเจงกิสข่าน (หรือเนื้อแกะนั่นเอง)
เป็นร้านพื้นบ้านของคนแถวนี้
เจ้าของร้านในดีมาก ๆ มาทำให้กินเองเลย
ราคาก็ไม่แพง
อิ่มอร่อยกลับโรงแรม
2月5日
วันนี้ตื่นเช้ากว่าปกติ หลังจากตื่นสายมาหลายวัน
ออกจากบ้านแบกกระเป๋าเบียดคนในรถไฟยามเช้า
มุ่งหน้าสู่สนามบินนาริตะ เพื่อไปรับครอบครัว
ถึงสนามบินประมาณ 10 โมง
แม่มารอหน้าแม็คซะจนหลับไปหลายตื่น
กระเป๋าสัมภาระเอามากันเยอะแยะมากมาย
กินข้าวเช้ากันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในสนามบิน
แล้วไปเช็คอินกระเป๋ากันประมาณ 11 โมง
flight ออก 11 โมงครึ่ง
เช็คอินกันชุดสุดท้ายเลย
flight นี้เป็น code share ของ IBEX ในชื่อ ANA
บินจากนาริตะตรงไป Chitose (Sapporo) เลย
แต่เพราะว่าเป็นเครื่องของ IBEX เลยเล็กมาก ๆ
มีที่นั่งอยู่ 2 แถวฝั่งซ้ายกับ 2 แถวฝั่งขวา
แล้วมีประมาณ 12-13 ชุดเอง
เครื่องเล็กมาก ๆ
หลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่ซักพักก็ถึง Chitose
เช็คกระเป๋าออกเสร็จเรียบร้อย
นั่งรถไฟฟ้า JR มุ่งหน้าเข้า Sapporo
พอดีรถไฟมาซักพักแล้ว ที่นั่งเลยค่อนข้างเต็ม
ยืนตลอดทางไปจนถึง Sapporo
ระหว่างทางหิมะขาวโพลนไปหมด แถมกำลังตกอีกตะหาก
พอถึงสถานี Sapporo แล้ว ทุกคนก็แต่งตัว เตรียมพร้อมรบกับอากาศข้างนอก
เรียกแท็กซี่จากสถานี มุ่งหน้าสู่โรงแรมที่พัก Business Norte
ถึงโรงแรมเรียบร้อย เช็คอิน
ดูเป็น Business Hotel มาก
ด้านล่างมี Lan Cable ด้วย ต่อเล่นเน็ตอัพบล็อกต่อได้
วางของ แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ออกเดินจากโรงแรมไปสถานีรถไฟฟ้า
มุ่งหน้ากลับสถานี Sapporo
หาซื้อรองเท้าใหม่ให้พ่อก่อน
พอดีที่ตึก Este มีร้าน ABC Mart อยู่
ได้รองเท้าเรียบร้อย เดินทางกันต่อ
นั่งรถไฟใต้ดินไปสู่โรงงานช็อกโกแล็ตของ Shiroi Koibito
เข้ามาทันก่อนตึกปิดพอดี
เดินดูของโชว์ในตึกกัน
เสร็จแล้วออกไปถ่ายรูปข้างนอก
แวะซื้อขนมด้านใน พ่ออยากกินซะเยอะ
เลยซื้อมา 4 อย่างเลย
เสร็จแล้วออกจากโรงงาน มุ่งหน้าย้อนกลับไปสถานี Sapporo
เพื่อมากินซัปโปโร่ราเมงที่ขึ้นชื่อบนชั้น 10 ของตึก Este
มีย่านราเมงอยู่ เปิดแข่งกัน 8 ร้าน
ลองเลือกกินร้านนึงดู
พอนั่งไม่นาน มีมาต่อคิวกันเพียบเลย
ราเมงที่สั่งมาก็อร่อยจริง ๆ ทุกคนชอบหมดเลย
แสดงว่าเลือกร้านถูก อิอิ
กินเสร็จ นั่งรถรางจาก Susukino มุ่งหน้าสู่เขาโมอิวะ
ถึงทางขึ้นเขา 2 ทุ่ม 10 นาที
เจ้าหน้าที่บอกว่า กระเช้าขึ้นได้ แต่ไม่มีรถบัสไปส่งถึงยอด
เอาเถอะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว เลยขึ้นก็ขึ้น
พอดีวันนี้อากาศไม่ค่อยดีด้วย
เห็นวิวจากกระเช้าซักพัก ก็ไม่เห็นแล้ว โดยเมฆหมอกบังหมด
พอไปถึงข้างบน ก็ถ่ายรูปกับ Snow Mobil
ซักพักก็กลับลงมากัน
นั่งแทกซี่กลับ มุ่งหน้าสู่โรงแรม
วันนี้เป็นวันที่สนุกซะที หลังจากอยู่คนเดียวในโตเกียวซะหลายวัน
2月4日
วันนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแพลนอะไร
เพราะที่ ๆ อยากไปก็ไปมาหมดแล้ว
เลยไม่รีบออกจากบ้านเท่าไหร่
จัดข้าวของ แบ่งของที่จะไม่เอาไปฮอกไกโดใส่กระเป๋าใหญ่
เดินทางออกจากบ้าน
กินอาหารกลางวันที่ร้าน Mos Burger แถวสถานี
แล้วเดินทางไปยังที่พักทหารแถว Meguro

โชคดีที่เจอคนไทยอยู่แถวนั้นพอดี เลยเข้าไปได้
ไม่ได้มาตั้ง 3 ปีกว่า คนที่เคยเจอป่านนี้คงเรียนจบไปหลายคนแล้ว
ฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็เผ่นออกมากลับสถานี
นั่งรถไฟฟ้าไป Hongo Todai
จริง ๆ แล้ว จุดประสงค์คืออยากจะไปซื้อถุงมือออกกำลังกายที่แถว ๆ ฟิตเนส
แต่พอไปถึง ไม่มีร้านเดิมแล้ว
เลยคล้าย ๆ จะมาฟรี
รำลึกความหลังเล็กน้อย
ก่อนจะนั่งรถไฟออกมาไปลง Omote sando
หาทิศแทบตาย กว่าจะเจอย่านที่มี LV
เดินเข้าตึก LV อย่างสง่างาม
ดูอย่างเดียว ไม่ได้ซื้ออะไรซักอย่าง 5555
นอกจาก LV แล้วก็แน่นอน ต้องมี burberry ด้วย
จากนั้นก็ข้ามฝั่งไปเข้าตึก Omote sando Hills
เจ้าของเดียวกับ Roppongi Hills
ข้างในทำทางเดินวน ๆ สวยทีเดียว
เดินเลยไปจนถึง Harajuku
ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่
ร้านเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย
เสร็จแล้วนั่งรถไฟไป Shibuya
ดูของเก็บตกเล็กน้อย
ก่อนจะไปกินซูชิร้านเดิม ที่เปลี่ยนกฏใหม่
ไม่บังคับให้กิน 7 จานแล้ว
แต่ขึ้นราคาเป็นจานละ 120 เยน
แล้ว up ราคา Uni, Ikura แล้วก็อีกซัก 2-3 อย่าง เป็นสามร้อยกว่าเยน
รสชาติก็ยังอร่อยเหมือนเดิม
กินเสร็จ เดินย่อยอีกนิดหน่อย
นั่งรถไฟต่อไป Shinjuku
เดินเล่นอยู่แถวประตูตะวันออก ดูของเล็กน้อย
จากนั้นก็กลับบ้าน
จัดกระเป๋า เตรียมมุ่งหน้าสู่นาริตะ
2月3日
วันนี้สายเล็กน้อย แต่ไม่สายเท่าเมื่อวาน
อาบน้ำแต่งตัว ออกจากบ้านประมาณเกือบเที่ยง
นั่งรถไฟมุ่งหน้าสู่กินซ่า
แน่นอนว่าถ้ามากินซ่า ก็ต้องมากินอาหารกลางวันที่ร้านเนื้อบุฟเฟ่ต์แน่นอน
ตั้งแต่มายังไม่ได้กินเนื้อเลย เลยเอาซะหน่อย
ร้านเนื้อนี้ชื่อร้าน Karune เป็นสาขาของ Hanamasa
เจอทัวร์คนจีนลงมากมายก่ายกองอีกแล้ว
แต่ไม่เป็นไร เราก็กินของเราไป ขำ ๆ ก่อน
เดี๋ยวค่อยไปกินร้านเนื้อที่อื่น
คราวนี้เหมือนกระเพาะไม่ใหญ่เท่าตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น
เลยกินได้ไม่เยอะเท่าไหร่
พอกินเสร็จเดินออกมาด้านบน
มีร้านดองกิโฮเต้ ขายของเบ็ดเตล็ดแทบทุกอย่างที่จะคิดออก
เดินดูของอยู่นานมาก ซื้อของ 2-3 ชิ้นในราคาที่ถูกกว่าห้างอีก
เสร็จแล้วก็เดินออกมา ข้ามฝั่งเข้าร้าน burberry
บรรยากาศช่างตรงข้ามกับเมื่อกี้ราวฟ้ากับเหว
มันตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันได้ไงเนี่ย
ของที่ญี่ปุ่นจะมี burberry black label ซึ่ง limited เฉพาะสำหรับญี่ปุ่น
แต่ season นี้ ดู ๆ แล้ว burberry ธรรมดาสวยกว่า
black label เอาใจคนญี่ปุ่นมากเกินไปหน่อย
ดูเสร็จแล้วก็เดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น จนมาถึงร้าน Uniqlo
เป็น Uniqlo ที่ใหญ่มาก มีของครบแทบทุกอย่าง
ได้กางเกงยีนส์ skinny มาอีก 2 ตัว
เสร็จแล้วเดินไปดูของร้าน apple store ที่อยู่แถวนี้
ยิ่งใหญ่อลังการมาก
พอสักพัก นั่งรถไฟใต้ดินกลับมา Roppongi
เดินไปดูตึกที่สร้างใหม่ชื่อ Tokyo Midtown
ข้างในขายของ luxury ล้วน ๆ
แต่น่าจะเป็น house brand ของญี่ปุ่นหมด เพราะไม่เห็น brand นอกเลย
ออกมานั่งดื่ม Starbuck ตรงด้านหน้า
พร้อมนั่งพักเหนื่อย หลังจากเดินมาทั้งวัน แบกของก็เยอะ
จากนั้นเริ่มมืดแล้ว เลยเดินไป Roppongi Hills
เห็น Tokyo Tower ด้วย
เดินลงไปด้านล่าง ร้าน LV ที่ใหญ่อลังการ พาดเกือบครึ่งถนนก็ยังอยู่
เสร็จแล้วเดินเข้าตึก TV Asahi
มีการ์ตูน Doraemon เป็นตัวนำของช่องนี้
ปีนี้ฉลองครบรอบ 50 ปีพอดีด้วย
เลยมีประดับประดาเยอะ
พอใกล้เวลานัดแล้ว
เดินกลับสถานีรถไฟ มุ่งหน้าสู่ Ueno
นัดรุ่นน้องที่ยังทำงานอยู่ที่นี่กินข้าวเย็นกัน
update ข้อมูลต่าง ๆ
กินกันที่ร้าน tgi friday แถวสถานี
ซัก 4 ทุ่มก็แยกย้ายกลับบ้าน
วันนี้ไม่ค่อยหนาวเท่าเมื่อวาน แต่ก็เย็น ๆ อยู่
2月2日
วันนี้ตื่นสายมากกกก
เนื่องจากเมื่อคืนนอนดึก
ตื่นมาแล้วยังนั่งเล่นเน็ตต่ออีกตั้งนาน กว่าจะออกจากบ้าน
กินอาหารเช้า (บ่าย) ที่แม็คแถวสถานี
จากนั้นมุ่งหน้าสู่ Akihabara เมืองแห่งเครื่องใช้ไฟฟ้าและโอตากุ
ถึงประมาณบ่าย 3 โมง อากาศเย็นเล็กน้อย คนยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
เติมเงินโทรศัพท์เสร็จแล้ว ก็เดิน survey ดูของ
เดินตามร้านของมือ 2 ที่เคยซื้อเมื่อสมัยก่อน
ปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านกันเยอะมาก แบ่งชั้นใหม่หมด
ร้านที่เคยให้ส่วนลด iPhone ก็ยังมีอยู่
ต้องหาคนมาช่วยซักหน่อยแล้ว อิอิ
พอเดินได้ซักพักนึง ก็ย้ายที่
นั่งรถไฟมาลงสถานี Ueno
ใกล้กับบ้านที่เคยอยู่เมื่อก่อน
เดินเข้าห้าง OIOI ดูเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์นอก
Michel Klien ที่เราชอบซื้อก็มี
ผ้าเช็ดหน้า Burberry etc.
ดูอย่างเดียวไม่ได้ซื้ออะไรซักอย่าง
ออกมาจากห้างเดินดูของที่ร้านแถวนั้น
ผ่านตลาด Ameyoko เดินไปเดินมานึกขึ้นได้ว่าตึกม่วงอยู่แถวนี้ เลยแวะซะหน่อย
เป็นที่แรกที่ได้ซื้อของ ตึกแรกเป็นพวกของกิน
ตึกแรก ปีกขวามือ (B) ชั้นบน ๆ เป็นพวกของผู้ชาย
เป็นของปลอดภาษี ราคาถูกสุด ๆ
กระเป๋าหลุยส์ เนคไทด์ burberry ไม่รู้ทำราคาได้ยังไง ถูกมาก ๆ
ลายเหมือนที่ซื้อที่แอร์พอร์ตรอบนี้ไม่มี แต่มีเหมือนรอบที่แล้วเลย เฮ่อ...
ได้ของติดไม้ติดมือมากเล็กน้อย
นั่งรถไฟกลับมาชินจูกุ
กินข้าวเย็นที่ร้าน Matsuya ที่คุ้นเคย
เสร็จแล้วพอได้เวลา ก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายใหม่ ตรงยาวไปถึง Akatsuka เพื่อมุ่งหน้าสู่โรงฝึกเคนโด้
นัดกับอาจารย์ไว้ว่าจะมารับประกาศนียบัตร เคนโด้ดั้ง 2
ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว
นั่งคุยกันสัพเพเหระ อัพเดตชีวิตกัน
ออกจากโรงฝึกประมาณ 5 ทุ่ม
กลับบ้าน พักผ่อน
เหมือนจะเป็นหวัดเลยนะเนี่ย
2月1日
สวัสดีทุก ๆ ท่านอีกครั้ง
กลับมาอีกแล้วกับบล็อกท่องเที่ยวของผม
ครั้งนี้ไปไหน ไม่ใกล้ไม่ไกล คุ้นเคยกันดี
ไปญี่ปุ่นนั่นเอง!
รอบนี้วางแผนมากันทั้งครอบครัว ไปเที่ยว Snow Festival ที่ฮอกไกโด
ไหน ๆ มาแล้ว เลยขอไปรำลึกความหลังนิดนึง
ด้วยการบินมาโตเกียวคนเดียวก่อน แล้วค่อยรอที่บ้านบินตามมา
รอบนี้แลกตั๋วฟรี จาก Mileage ของ United
เสียภาษีน้ำมันอีกพันนิด ๆ เอง
ตื่นตั้งแต่ตี 4 อาบน้ำแต่งตัว
เดินทางออกจากบ้านสู่สนามบินสุวรรณภูมิ
เช็คอินกระเป๋าเรียบร้อย ก็เข้าไปดูของ Duty Free ข้างใน
เดินผ่านร้าน burberry เลยแวะเข้าไปดูซะหน่อย
เห็นเนคไทวางอยู่เยอะเหมือนกัน
ดีใจมาก ในที่สุดก็มีสีที่อยากได้ซะที
เลยสอยมา 1 เส้น แล้วฝากไว้ มารับตอนขากลับ
หิวมาก ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย
เลยแวะกินข้าวเช้าที่ burger king (เหมือนเดิม)
กินเสร็จแล้ว ได้เวลาขึ้นเครื่องพอดี
ก่อนขึ้นเครื่องก็ยังจะมีการตรวจของอีก สมเป็น USA จริง ๆ
ขึ้นเครื่องไปได้ซักพัก ก็แน่นอน... หลับ
แอร์กับสจ๊วตบนเครื่องเป็นคนญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ มีคนไทยนิดหน่อย
แทบไม่มีฝรั่งเลย แต่คนนั่งเป็นฝรั่งเกือบหมด เพราะ flight นี้ connect ไป USA
ในที่สุดก็ถึงญี่ปุ่นตอนประมาณบ่าย 2
ออกจากเครื่อง ผ่าน custom เรียบร้อย
เดินหา softbank เพื่อเติมเงินโทรศัพท์
เสร็จแล้วก็เดินทางออกจากสนามบิน
ตอนอยู่ที่สนามบินยังร้อน ๆ อยู่ดี ๆ
พอมาถึง Ueno แล้ว ลมแรงมาก ต้องเอาเสื้อโค้ทออกมาใส่เลย
เสร็จแล้วสมบุกสมบันต่อจนถึง Shinjuku
ลากกระเป๋าต่อจนถึงสถานี Eifukucho
เพื่อมาพักที่บ้านเพื่อน
วางกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินทางกลับมา Shibuya (บ้านหลังที่ 2 ของเราน่ะเอง)
พอดีว่า ทุกคนมีนัดหมด เลยต้องกินข้าวเย็นคนเดียว
ไปกินที่ร้านอิชิรังราเมง
รสชาติยังเข้มข้นเหมือนเดิม
กินเสร็จแล้วเดินช้อปปิ้งอยู่นานมาก ๆ
ก่อนจะนัดเจอเพื่อนตอน 4 ทุ่ม แล้วนั่งรถไฟกลับบ้านกัน
เน็ตที่บ้านเพื่อนแรงมาก ถูกใจจริง ๆ โหลด Gossip Girl กลับไปดูที่ไทยได้เลย
10月23日
สวัสดีครับ
หลังจากไม่ได้เขียนบล็อกกันซะนานก็มา update กันซักเล็กน้อย
ช่วง 2 อาทิตย์นี้จริง ๆ แล้วตอนแรก plan ว่าจะหยุดยาวไปเที่ยว
แต่พอดี Audit มาลงที่แบงก์พอดี เลยหยุดไม่ได้
ถึงอย่างงั้นก็เถอะ วันปิยะก็หยุดอยู่ดี แต่ไม่ได้หยุดต่อเนื่องเท่านั้นเอง
วันนี้เลยตื่นแต่เช้าเหมือนปกติ (แทนที่จะได้นอนเต็มตา)
เพราะวันนี้นัดกับเพื่อนไปซาฟารีเวิล์ดกัน
ไม่ได้มาหลายปีมาก ๆ
บางโชว์ก็เปลี่ยนไป บางโชว์ก็เพิ่มเข้ามา
แต่ก็ยังมีบางโชว์ที่เหมือนเดิมตั้งแต่สมัยมาตอนเด็ก ๆ
วันนี้เป็นวันหยุด แถมช่วงปิดเทอมอีกตะหาก
ลูกเด็กเล็กแดงเลยเต็มไปหมด
ร้อนก็ร้อน ดีที่ฝนไม่ตก ไม่งั้นคงจะแย่กว่านี้
กลับเข้ากทม. เย็น ๆ
เหนื่อยจังอาทิตย์นี้
8月12日
วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนกลับไทยแล้ว
ตื่นมา เก็บข้าวของ แพ็คกระเป๋า
เช็คเอาต์ แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม
ยังไม่ค่อยหิวกันเท่าไหร่
เลยไปเดินช้อปกันก่อน
นั่ง MTR มา Tsim Sha Tsui
เดินไปทางโรงแรมมาโคโปโลอีกครั้ง
แวะเข้าช้อป DOLCE&GABBANA
ที่นี่หาช้อป D&G ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
น้อยพอ ๆ กับ LV เลย
เสร็จแล้วแม่พาเดินกลับไปแถวถนน Hai Phong กันอีกครั้ง
เริ่มหิว เลยกินข้าวเช้ากันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแถวนั้น
เรากินก๋วยเตี๋ยวเอ็นตุ๋น
แม่กินบะหมี่เกี๊ยว
เดินดูของกันนิดหน่อย
แล้วเดินเลยไป Avenue of Star กัน
ตรงพื้นมีลายมือประทับของพวกดาราฮ่องกง ซึ่งเราก็ไม่รู้จักอยู่ดี
ที่ดังสุดคงจะเป็น Bruce Lee
แถว ๆ นี้วิวดีมาก ๆ
เห็นตึกฝั่งฮ่องกงเรียงราย พร้อมเรือแบบโบราณให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกัน
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงการแข่งขันโอลิมปิก เลยมีการตกแต่งในธีมโอลิมปิคด้วย
เดินดูของที่ระลึกในร้าน Olympic Official Shop เล็กน้อย
แล้วซื้อตั๋วเรือข้ามฟาก เพื่อข้ามไปฝั่งฮ่องกงกัน
ลงที่ท่า Central เดินกันไกลมาก กว่าจะเข้ามาถึงตัวเมือง
บรรยากาศแถวนี้คล้าย ๆ กินซ่าของญี่ปุ่นเลย
มีพนักงานในชุดสูทเดินออกมาช่วงพักกลางวัน
แถมมีช้อปแบรนด์เนมเต็มไปหมด
เดินไปยังตึก Charter House
เป็นตึกที่รวมแทบทุกแบรนด์ย่อยของ Armani ทั้งหมดไว้
ทั้งขนม, ดอกไม้ ฯลฯ
มีนาฬิกาคล้าย ๆ กับแบบที่เราใส่อยู่ด้วย
แต่ไม่มีเข็มขัดแบบที่เราอยากได้
เดินจนอิ่มใจเลย
เสร็จแล้วก็ออกมาหาของกินกัน
เดินมาแถวที่เมื่อวานกันข้าวเย็นกัน
แต่คราวนี้กินร้านฝั่งตรงข้าม
ให้อารมณ์เหมือนฟาร์สฟู้ดนิดหน่อย
เราสั่งบะหมี่ราดหน้าเป๋าฮื้อ
ส่วนแม่สั่ง บะหมี่กระดูกหมู
กินเสร็จแล้วข้ามถนนไปร้านเมื่อวาน
ซื้อไข่เยี่ยวม้ากลับมาฝากคุณยาย
เสร็จแล้วนั่ง MTR ข้ามฝั่งกลับไปเกาลูน
เดินอยู่แถว Tsim Sha Tsui กัน
แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว เมื่อยมาก
เจอร้าน Charlie Brown Cafe ที่ไม่มีสาขาในไทย
เลยเข้าไปนั่งพักกัน
มีแต่เด็ก ๆ ทั้งนั้นเลย
ร้านตกแต่งได้น่ารักมาก ๆ
กินชีสเค้ก
กับชีสเค้กช็อกโกแลต
นั่งพักอยู่จนหายเมื่อยก็ไปเดินกันต่อ
คราวนี้ลองเดินถนนที่ขนานกับนาธานดู
ไม่ค่อยมีร้านอะไรเท่าไหร่
ได้ถุงเท้ามา 2-3 คู่
เกือบจะได้เวลาที่รถมารับไปสนามบินแล้ว
เลยกลับไปรอที่โรงแรมกัน
รถมาไวกว่ากำหนดเล็กน้อย
เดินทางสู่สนามบิน
เช็คกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็ไม่ลืมซื้อคริสปี้ครีมกลับมาฝากที่บ้านด้วย
แล้วเดินดูของกันต่อ
ช้อปในสนามบินดูเยอะก็จริง
แต่ถ้าเทียบกับข้างนอกแล้วน้อยกว่ามาก
มีของโอลิมปิคขายหลายจุดมาก
ก่อนเครื่องขึ้น เริ่มหิวเล็กน้อย
เลยสั่งก๋วยเตี๋ยวหลอดมากิน
ราคาค่อนข้างแพงทีเดียว เพราะเป็นของในสนามบิน
กินเสร็จก็หาซื้อของฝากจนครบ
แล้วขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ
เป็นทริปที่ประทับใจอีกครั้ง
8月11日
วันนี้ตื่นสายกันเล็กน้อย
เพราะไม่มีนัดกับทัวร์แล้ว
วันนี้เลยเป็นวันเที่ยวตามใจ
อาบน้ำ แต่งตัวกันเสร็จ
ออกมาหาของกินนอกโรงแรมกัน
วันนี้ฝนตกเล็กน้อย ต้องกางร่มกันทั้งวันเลย
ร้านอาหารเช้าแบบจีนแถวโรงแรมมีเยอะมาก
แม่อยากกินโจ๊ก เลยหาร้านโจ๊กกินกัน
เริ่มสาย ๆ แล้ว คนเลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
เรายังไม่ค่อยหิวมาก เลยแบ่งกันกินโจ๊กปลากับแม่
เค้าทำดีกว่าที่ไทยเยอะมาก อร่อยกว่าเยอะเลย
พอกินเสร็จก็นั่งรถไฟกลับไป Mong Kok กัน
เพราะวันก่อนเห็นรองเท้าที่อยากได้แต่ไม่ได้ซื้อ
เดินหาอยู่นานมาก เพราะร้านยังไม่ค่อยเปิดกัน
แต่ตรงแถวนั้นเป็นย่านจริง ๆ
รองเท้าแทบทุกร้านเลย
ในที่สุดก็หาเจอ เป็น Converse แบบที่ไม่มีขายในไทยด้วย
พอได้รองเท้าแล้ว ก็นั่ง MTR กลับไป Tsim Sha Tsui
นัดกับเพื่อนแม่ว่าจะมาทานข้าวกลางวันกันที่ร้าน Superstar เมื่อวานที่เรากินกัน
สั่งอาหารเหมือนเมื่อวานมากิน
เพื่อนแม่ชอบมาก ๆ
พอกินเสร็จก็แยกย้าย เพราะเพื่อนแม่จะกลับกันวันนี้
เราก็นั่งรถ MTR ข้ามไปเกาะฮ่องกงอีกครั้ง
มาลงที่ป้าย Causeway Bay
สถานีนี้ใหญ่มาก เดินไกลมา กว่าจะขึ้นมาข้างบนได้
เริ่มดูของกันที่ห้าง Times Square
เป็นห้างที่ใหญ่มาก ๆ มีทั้งแบรนด์ดัง ๆ และ local brand
ทั้ง Lane Crawford ทั้ง Mark & Spencer
มากมายเต็มไปหมด
ใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบตลอดบ่าย เหนื่อยมากกก...
ออกมาจาก Times Square เดิน ๆ อยู่แถวนั้น ก็เจอห้าง SOGO
เลยเข้าไปข้างในกัน
ได้ของมานิดหน่อย ของ D&G
ส่วนแม่ได้ร่มที่มี UV Protect
เริ่มเย็นแล้ว หาของกินกัน
นัง MTR กลับไปสถานี Central
ตรงไปที่ร้าน Yung Kee
โชคดีที่มาเร็ว คนยังไม่เยอะเท่าไหร่
แม่สั่งห่านย่าง
เราสั่งนกพิราบทอดกรอบ
อร่อยจนไม่รู้จะบรรยายยังไง
กินกันอิ่มมาก
ออกจากร้านก็เริ่มมืดแล้ว
ร้านก็ทยอยปิดกัน เลยนั่ง MTR ข้ามฝั่งกลับมาลง Tsim Sha Tsui
แม่เดินช้อปแถวถนน Hai Phong เล็กน้อย
ก่อนจะเดินกลับโรงแรม
เอาของวาง แล้วออกไปเดินตลาดหลังโรงแรมกันต่อ
ตกลงซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ กับของฝากนิดหน่อยมาด้วย
กลับโรงแรม อาบน้ำ นอน
8月10日
หลังจากเมื่อคืนหลับอย่างรวดเร็ว
วันนี้ก็เลยตื่นกันตั้งแต่เช้า ประมาณ 6 โมงกว่า ๆ
จะได้มีเวลาเที่ยวกันทั้งวัน
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ลงไปชั้น 1
พอดีโรงแรมนี้ มีอาหารเช้าบริการฟรีด้วย
เลยลองลงมากินกัน
อาหารเช้าของที่นี่มันง่าย ๆ เกิน และดูลวก ๆ ยังไงไม่รู้
สรุปว่า ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็กินรองท้องนิดหน่อย
แล้วลงไปรอที่ lobby เลย
วันนี้ทัวร์เค้านัดจะพาไปซิตี้ทัวร์ครึ่งวันเช้า
รถมาถึงตามนัดประมาณ 8 โมงครึ่ง
ไกด์ทัวร์เป็นคนไทยที่มาอยู่ที่นี่ ชื่อ คุณนิน
ส่วนลูกทัวร์ทั้งหมดเป็นคนไทย รวมพวกเราด้วยก็ 6 คนเอง
เป็นทัวร์เล็ก ๆ คล่องตัวดี
เริ่มต้นทัวร์ด้วยการ นั่งรถจากเกาลูนข้ามไปฝั่งฮ่องกง
ฝั่งฮ่องกงนี่พื้นที่เป็นเขาขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วปลูกบ้านสร้างตึกกันตามนั้นเลย วิศวกรเก่งมาก
นั่งรถขึ้นเขามาเรื่อย ๆ
จนมาถึงจุดที่รถทัวร์จอดถ่ายรูปกัน
โชคดีที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ตำรวจไม่มา
เลยอยู่ถ่ายรูปกันได้นาน
พอถ่ายเสร็จ ก็นั่งรถทัวร์ต่อ
จนมาถึงวัดที่คนไทยชอบไป วัด Kwun yam
นักท่องเที่ยวเยอะมาก ทั้งไทย ญี่ปุ่น เกาหลี
พอดีกับมีงานแข่งเรือพอดี
คนแถวนั้นเลยเยอะมาก
ไหวสักการะเจ้าแม่กวนอิม
แล้วไปเดินข้ามสะพานเพื่อต่ออายุให้ยืนยาว (ตามความเชื่อ)
เสร็จแล้วนั่งรถทัวร์ไปต่อที่โรงงานทำ Jewelry
เป็นที่ขายพวกเครื่องประดับที่ออกแบบโดยใช้หลักฮวงจุ้ย
สรุปง่าย ๆ คือ เค้าจะขายของนั่นเอง
ก็ดู ๆ เพลิน ๆ แต่ไม่ได้ซื้ออะไร
ต่อด้วยนั่งรถทัวร์ข้ามฝั่งกลับไปฝั่งเกาลูน
อันนี้เป็น request จากลูกทัวร์คนอื่น ให้พาไป
มาถึงวัด Wong Tai Sin (หวัง ต้า เซียน)
วัดนี้คนไทยไม่นิยมมาเท่าไหร่ ไม่ได้ยินเสียงคนไทยเลย
วัดนี้เป็นวัดสำคัญในลัทธิเต๋า
คนจีนเลยนิยมมาสักการะกันมาก
พอดีวันนี้เป็นวันอาทิตย์อีก คนเลยค่อนข้างแน่นทีเดียว
เกือบ ๆ เที่ยงพอดี
ไกด์ทัวร์เลยจะพาไปร้านอาหารที่เค้าชอบมาก ๆ
เป็นร้าน Superstar ย่าน Tsim Sha Tsui
อาหารอร่อยมาก ๆ ๆ ๆ ๆ
ซาลาเปาไส้ครีมที่น้ำยังไหลเยิ้ม ๆ อยู่เลย
ขนมผักกาดก็อร่อย หากินที่เมืองไทยไม่มีทางได้
ก๋วยเตี๋ยวหลอดก็สุดยอด
เลยให้ไกด์ติ๊กในเมนูไว้ให้ วันหลังจะได้มาสั่งเองอีก
ช่วงบ่าย เหลือเรากับแม่ ตกลงกันว่าจะไปไหว้พระใหญ่ที่เกาะลันตา
นั่งรถไฟใต้ดิน MTR ไปลงที่เกาะลันตา สถานี Tung Chung
ตรงสถานีนี้มี outlet ใหญ่มากอยู่ด้วย เดี๋ยวขากลับจะมาแวะ
ต่อคิวรอขึ้นกระเช้า เพื่อมุ่งหน้าไปเกาะอื่น
รอคิวนานพอสมควร เพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ โชคดีที่ฝนไม่ตก ลมก็เย็น ๆ กำลังสบาย
ในที่สุดก็ได้ขึ้นกระเช้า
นั่งกระเช้าข้ามเกาะต่าง ๆ ไกลพอสมควร
กระเช้ามาลงที่หมู่บ้าน Ngong Ping
จริง ๆ แล้ว เป็นร้านขายของที่ตกแต่งภายนอกให้ดูโบราณ
เดินเลยกันไปจนถึง Tian Tan Buddha Statue หรือรูปปั้นพระใหญ่นั่นเอง
ต้องขึ้นบันไดกันหลายขั้นทีเดียวกว่าจะไปถึงองค์พระพุทธรูป
พอถึงด้านบนแล้ว ก็เข้าไปดูด้านในกัน
มีประวัติต่าง ๆ ของการสร้างที่นี่
พักกันสักครู่ แล้วเดินลงข้างล่างกัน
เดินกลับไปดูของฝากเล็กน้อย ตามร้านค้า
แล้วต่อคิวขึ้นกระเช้ากลับไปที่ Tung Chung
ดูของที่ outet ตรงสถานี
เหมือนเค้ารวมทุก ๆ outlet ทั้งแบรนด์ใหญ่ แบรนด์เล็กไว้ที่นี่เลย
เดินกันขาลากมาก ๆ
ได้เสื้อของ burberry มาตัวเดียวเอง
พอเริ่มเหนื่อยกันแล้ว ก็นั่ง MTR กลับไป Tsim Sha Tsui
จากสถานี เดินผ่าน shop LV แถวโรงแรมมาโคโปโล
เข้าไปช้อปกันใน Ocean Terminal
ที่นี่มีแต่แบรนด์ใหญ่ ๆ ทั้งนั้น แบบเสื้อผ้าก็เยอะกว่าที่ไทย
แต่เดินกันไม่ไหวแล้ว เมื่อย...
พอดีในนี้มีร้าน Superstar พอดี เลยเข้าไปนั่งกินกัน
สั่งอาหารชุดหมูกรอบ ปลาไหล กับเต้าหู้ทอดมากิน
อร่อยสุด ๆ ทั้ง 3 อย่างเลย ทำไมเมืองไทยไม่มีอย่างงี้บ้างเนี่ย
กินเสร็จแล้ว บรรดาร้านใน Ocean Terminal ก็ทยอยปิดพอดี
เลยเดินออกมาจากห้างกัน ยังพอมีแรงเหลือ
เลยเดินตามถนน Nathan กัน มีร้านรวงยังพอเปิดอยู่บ้าง
ได้เสื้อมานิดหน่อยจาก G2 อีกแล้ว
มีช้อปของ CK ที่ใหญ่กว่าไทยด้วย ไซส์ก็ครบกว่าไทย
ซื้อไปเยอะมาก
พอเดินกลับถึงโรงแรม วางของเสร็จ
ไปเดินตลาดกลางคืน คล้าย ๆ พัฒนพงศ์ของไทย ที่อยู่หลังโรงแรมกัน
มีของเยอะดี แต่ยังไม่ได้ซื้ออะไร
เลยเดินกลับโรงแรม พักผ่อน
8月9日
กลับมาอีกครั้งนะครับ สำหรับบล็อกท่องเที่ยวของผม
หลังจากห่างหายกันไปซะนาน ก็ได้เวลาเดินทางกันอีกครั้ง
คราวนี้ไปเที่ยวฮ่องกงครับ ไม่เคยไปเลย ไปครั้งแรก ตื่นเต้นสุด ๆ
ไปกับแม่ 2 คนเองด้วย คงช้อปกันกระหน่ำ
คืนก่อนหน้านี้นอนไม่ค่อยหลับเลย
แอร์ที่ห้องเสีย เลยต้องระเห็จไปนอนห้องอื่น
นอนกับพื้น แข็งก็แข็ง เลยไม่ค่อยหลับเท่าไหร่
ตื่นกันตี 4 กว่า อาบน้ำแต่งตัว เดินทางไปสุวรรณภูมิ
ทริปนี้เดินทางด้วย Cathay Pacific สายการบินของฮ่องกง
คนไทยแทบทั้งลำเลย เจี๊ยวจ๊าวมากมาย
ถึงฮ่องกงประมาณเที่ยง
ก่อนออกจากศุลกากร เจอพนักงานเดินมาถามว่ามาจากไหน
ก็บอกว่า BKK เค้าเลยเรียกแยกออกไป X-Ray กระเป๋า
ตกใจอย่างแรง สงสัยกระเป๋าเราจะใหญ่เกินไป
จริง ๆ แล้วข้างในไม่มีอะไรเลย ตั้งใจมาขนอย่างเดียว
อารมณ์เสียตั้งแต่เริ่มเลย เซ็งจริง ๆ
ออกจากสนามบินด้วยรถ Limousine ไปสู่โรงแรมที่พัก
เดินทางมาถึงโรงแรม Evergreen ย่าน Jordan ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เร็วมาก ๆ
มาถึงแล้วก็ check-in เก็บกระเป๋า เตรียมพร้อมตะลุย
ออกเดินจาก Jordan มุ่งหน้าตรงไป Mong Kok
ตั้งใจมาหา iPhone 3G ส่วนแม่จะมาหาร้านขายกระเป๋า
ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม เด็กเดินกันเกลื่อนมาก
ชนเป็นชนเลย ไม่มีใครหลบเลย
ย่านนี้เป็นย่านของเด็กวัยรุ่น อารมณ์คล้าย ๆ สยามสแควร์บ้านเรา
มีคนแนะนำให้มากินทาร์ตไข่ที่ KFC
เลยลองไปซื้อมากินกับแม่
แทบไม่มีที่นั่งเลย เด็กเยอะมาก
รสชาติก็โอเค อร่อยกว่าที่ไทย
มีช้อปของแบรนด์ Local ที่แตกลายแปลก ๆ เช่น Giordano Concepts หรือ G2 จาก G2000
กำลังลดกระหน่ำ เลยเข้าไปดูซะหน่อย
คนเยอะมาก เลยได้มาแค่ตัวเดียวเอง
เดินไปอีกนิดหน่อยก็เจอร้านกระเป๋าที่แม่ตามหา
แม่ดูกระเป๋าด้วยความอิ่มใจ
ระหว่างทางเจอร้านโดนัทที่ชื่อ คริสปี้ครีม

ร้านนี้พ่อ request ให้ซื้อก่อนกลับด้วย
แม่เลยให้แวะนั่งกินก่อน ดีเหมือนกันได้พักขาด้วย
กินเสร็จแล้วก็เดิน ๆ กันต่อ อีกพักนึง
เจอร้านขายพวกเครื่องไฟฟ้า
ถามราคา iPhone 3G
เค้าบอกราคามา เราแทบเป็นลม
ขายโก่งกันสุด ๆ
เห็นทีคงจะอด เลยเลิกหา
ระหว่างที่ช้อปอยู่ แม่ไปเจอเสื้อตัวนึงที่ชอบมาก
เลยไปถามเค้าว่าซื้อจากร้านไหน ที่ไหน
เป็นยี่ห้อ K-2 อยู่ที่ห้าง Langham Place
เลยบุกจนไปถึงที่นั่นกัน
หาอยู่นานมาก จนในที่สุดก็ได้
เป็นเสื้อตัวเดียวในทริปนี้ ที่แม่ได้เลย
ช่วงเย็นพอดีเพื่อนแม่ก็มาฮ่องกงเหมือนกัน
เลยนัดเจอกันแถว ๆ Tsim Sha Tsui
ออกมาจากสถานีรถไฟเดินไปทางโรงแรมมาโคโปโล
ได้เวลาประมาณทุ่มนึง
เจอกับเพื่อนแม่ที่มาเที่ยวเหมือนกันที่ lobby ของโรงแรม
ปกติช่วงนี้จะมี illumination ยิงแสงเลเซอร์กันตรงทะเลระหว่างฮ่องกงกับเกาลูน ตอนประมาณ 2 ทุ่ม
ระหว่างรอ เลยไปหาอะไรกินกับแม่ก่อน
แถว ๆ โรงแรม มีคล้าย ๆ Food center อยู่ เพื่อนแม่แนะนำว่า ข้าวหน้าเป็ดอร่อย เลยลองไปกินดู
อร่อยจริง ๆ ด้วย หนังกรอบ เนื้อนุ่ม
หากินในไทยแทบไม่ได้เลยแบบนี้
กินกันเสร็จแล้ว ออกมาถ่ายรูปกันตรงที่ติดทะเล
วิวสวยมาก ๆ
แต่ละตึก เปิดไฟโชว์กันเต็มที่
พอ 2 ทุ่มก็เริ่มมียิงเลเซอร์กัน
ไม่ค่อยเยอะอย่างที่คิดไว้ แต่ก็สวยดี
เสร็จแล้วแยกย้ายกับเพื่อนแม่
กลับโรงแรม
วันนี้เหนื่อยกันมาก เลยหลับไปอย่างเร็วเลย
12月22日
วันนี้ตื่นได้สายกว่าวันก่อน
เพราะไม่มีนัดกับลูกค้าแล้ว
ลงมากินข้าวเช้าตอนประมาณ 10 โมง
ส่งคนของกวางเจา แล้วกลับขึ้นห้อง
ตอนแรกว่าจะออกไปชมเมืองนิดหน่อย
แต่ไป ๆ มา ๆ ง่วงจัด
เลยนอนต่อจนบ่ายโมงเลย
เก็บข้าวของ ลงมาเช็คเอาต์
นั่งรถ limo ของโรงแรมตรงไปสนามบิน
อากาศดีมาก ๆ
สนามบินที่นี่ไม่ค่อยใหญ่มาก
เดินซื้อพวกของฝากเท่าที่ทำได้
ซื้อเพลินมากจนเค้าเรียกให้ขึ้นเครื่องแล้วยังซื้อไม่เสร็จเลย
คราวนี้ก็ยังมีแก๊งค์ทัวร์คนจีนอีกแล้ว
มั่วมานั่งที่นั่งเราด้วย
ขานั่งกลับนี่ นอนไม่หลับเลย เพราะนอนที่โรงแรมมาเยอะแล้ว
กลับถึงไทยประมาณ 6โมง
แวะซื้อของที่ King Power อีกนิดหน่อย
แล้วก็ไปรับของที่ฝากไว้
นั่งรถของบริษัทกลับบ้าน
ขากลับรถติดมาก
วันเสาร์แท้ ๆ รถติดอะไรเนี่ย
กลับถึงบ้านประมาณ 2 ทุ่ม
12月21日
วันนี้ต้องตื่นแต่เช้า เพราะมีภารกิจกับลูกค้าเยอะ
กินข้าวเช้าที่โรงแรม แบบอเมริกันอย่างเร่งรีบ
แล้วนั่งรถที่เช่าไว้ไปหาลูกค้าที่แรก
โรงงานยังค่อนข้างใหม่อยู่เลย
เป็นธุรกิจครอบครัวด้วย
เสร็จแล้วไปต่ออีกที่นึง
คราวนี้คุยภาษาจีนกันยาวมาก
เกือบหลับแน่ะ แทบแย่
แล้วนั่งรถกลับมาโรงแรม
ระหว่างทาง เหนื่อยมาก เลยขอเค้านอนพักแป๊บนึง
กินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารในโรงแรม
คราวนี้เป็นอาหารแบบกวางเจา
อร่อยดีเหมือนกัน ไม่นึกว่าอาหารจีนที่นี่จะอร่อยขนาดนี้
พักแป๊บนึงก่อนจะนั่งรถออกมา
เดินทางไปหาลูกค้ารายใหญ่ที่สุด
คราวนี้มีคนญี่ปุ่นด้วย
คุยยากเหลือเกิน ดูไม่ค่อยสนใจเราเท่าไหร่ด้วย
หลังจากผ่านพ้นความตึงเครียด
ก็กลับมาตั้งหลักกันที่ Sofitel อีกที
สรุปภารกิจทั้งหมด
ก่อนจะออกไปกินข้าวกัน
เค้าพาไปกิน เป็ดปักกิ่ง เป๋าฮื้อ หูฉลาม
สุดยอดมาก ๆ แต่ละอย่าง พนักงานก็อัธยาศัยดีด้วย
เสร็จแล้ว ไปนวดเท้ากันที่ร้านในตัวเมือง
มีบริการตัดเล็บเท้าให้ด้วย
สบายมาก จนหลับไปเลย
ตอนท้าย มีการเอาหินร้อนมาทาบตัว
ร้อนจนทนไม่ไหว คนนวดหัวเราะเลย
กลับมาที่โรงแรม
แยกย้ายกันพักผ่อน
ภารกิจเสร็จซะที