Palarp's profilePalarp (Shun)'s BlogPhotosBlogLists Tools Help

Palarp Prapatsaranon

Occupation
Location
Interests

Palarp (Shun)'s Blog

Fulfill yourself | Live & Learn with Love in Life
Photo 1 of 29
More albums (129)
August 08

LASIK Experience (Operation)

ในที่สุดก็ถึงวันนัด
ตอนแรก 2 จิต 2 ใจว่าจะทำเลยดีมั้ย
แต่สุดท้ายก็คิดว่า ไหน ๆ เตรียมตัวมาขนาดนี้แล้ว ช่วงบ่ายก็ทำไปเลยดีกว่า

และเนื่องจาก จะมีการขยายม่านตา จึงต้องให้มีคนมาพากลับบ้านด้วย
เช้านี้เลยขับน้องแจ๊สเหลือง พาคุณแม่มาด้วย
(รถฟอร์ดอยู่ศูนย์ แบตหมดวันก่อนพอดี ซวยจริง ๆ)
Laser Vision นี้ อยู่แถว ๆ SCB Park แต่ฝั่งตรงข้าม
ขับรถไปถึงเมเจอร์รัชโยธิน กำลังจะกลับรถ
เนื่องจากเช้าจัด หรือยังไงก็ไม่ทราบ โดนรถกระบะขนของจูบท้าย
บุบไปไม่เยอะเท่าไหร่ ดีที่ของเค้ามีประกัน

แต่เรากลัวไปไม่ทันนัด เลยนั่งแทกซี่ไปก่อน
แม่อยู่เคลียร์กับประกันให้ แล้วขับรถตามมาทีหลัง
เค้าพึ่งย้ายมาตึกใหม่ ที่จอดรถมีแต่กลางแจ้ง ไม่ต้องแย่งร่ม เพราะไม่มี 555


เข้าไปถึง บรรยากาศข้างในค่อนข้างดีมาก
ติดต่อเจ้าหน้าที่ บอกรายละเอียด ซักพัก เจ้าหน้าที่ก็ให้กรอกเอกสาร
รอแป๊บเดียวเท่านั้น update facebook ยังไม่ทันเสร็จเลย ก็เรียกเข้าห้องตรวจแล้ว

มีตรวจหลายอย่างมาก
ทั้งวัดสายตา สั้น-ยาว-เอียง
วัดความดันตา
อ่านตัวเลข ฯลฯ

พอวัดรอบแรกเสร็จ มีหยอดยาขยายม่านตา
ซึ่งใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง
ระหว่างนั้นมีบริการนวดเท้าด้วย เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย
พอครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ก็ไปตรวจวัดสายตาใหม่

แล้วในที่สุดก็ได้พบคุณหมออนันต์
พูดคุยรายละเอียดกัน แล้วก็ตัดสินใจทำแบบ Platinum
เป็นเทคโนโลยีใหม่ จะเป็นการยิงเลเซอร์หลายจุด
โดยจะมีการคำนวณก่อน ว่าจะยิงตรงไหน ขนาดไหน
คุยเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาเตรียมตัว

เที่ยงพอดี หยอดยาหดม่านตา
พร้อมทั้งกินข้าวที่แพ็คไป
พอบ่ายโมงครึ่ง ก็มีพนักงานมาเรียกขึ้นไปชั้น 2 เพื่อเตรียมตัว

เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดผ่าตัด
แล้วนอนรอในห้องพัก เพื่อหยอดยาชาที่ตา
ระหว่างนั้น พนักงานจะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจ HIV ด้วย
พอหยอดตาไปได้ซัก 5 รอบ
คุณหมอก็มาดูว่าโอเคหรือยัง

จากนั้นก็มีคนพาเดือนไปห้องผ่าตัด
เครื่องที่ใช้ยิงเลเซอร์ใหญ่มาก เหมือนเครื่องจักรอะไรซักอย่างเลย
พอนอนลงไปที่เตียง หมอก็ให้เรา relax
วางกระดาษที่ตา แล้วเจาะรูตรงกับตา
มีขั้นตอนยิบย่อย อีกหลายอย่าง
จนในที่สุด ก็ถึงช่วงยิงเลเซอร์
จะมีคนนับถอยหลังให้
ช่วงนั้นตื่นเต้นมาก ๆ กลัวตาขยับ
แต่ก็ไม่ขยับเลย เพราะมีตัวมายึดตาไว้
มองเห็นเป็นแสงสีแดงวิ่งไปวิ่งมาเต็มไปหมด

ช่วงยิง ตกข้างละประมาณครึ่งนาทีเอง
ไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย
คุณหมอก็ให้ที่ปิดตา แบบไอ้มดแดงใส่ไว้
หลังจากนั้นก็กลับบ้านได้

<ติดตามตอนต่อไป>

August 03

LASIK Experience (Pre-Op)

ไม่ได้เขียนบล็อกเล่าเรื่องมาซะนาน
วันนี้ได้ฤกษ์มาปล่อยของเล็กน้อย

หลังจากการตัดสินใจบางอย่าง นำไปสู่ solution ที่ว่า ควรจะทำเลสิก
คิดอยู่แล้วว่า ในช่วงชีวิต คงจะมีสักครั้งนึงที่ตัดสินใจไปทำ
แต่ยังไม่ค่อยมีแรงผลักดันเท่าไหร่
จนในที่สุด ก็ได้เวลาประจวบเหมาะกับทุก ๆ อย่าง

และแน่นอน ถ้าพูดถึงเลสิก ก็คงจะต้องนึกถึงที่ TRSC ก่อน
เพราะเป็นที่แรกของเมืองไทย ที่เอาเลสิกเข้ามา
แล้วก็ต้องเป็นคุณหมอเอกเทศด้วย (เจ้าของ) ถึงจะเพอร์เฟ็ค

ว่าแล้วเมื่อต้นเดือนกรกฎาก็โทรไปนัดเองเลยที่ TRSC
คุณหมอคิวค่อนข้างแน่น กว่าจะนัดได้
แค่นัดตรวจนะ ซัดเข้าไปเกือบปลายเดือน

หลังจากโทรไปนัดเรียบร้อย
ญาติที่เคยทำเลสิกมาพึ่งจะมาบอกว่า
ที่เค้าไปทำมาที่ Laser Vision มีโปรแกรมแนะนำลูกค้า จะได้ส่วนลด
เราก็เลยเอะใจ ลองมาข้อมูลในเวปดู
ปรากฏว่ามีจริง ๆ ด้วย แต่เราไม่รู้จักใครที่เคยทำเลย
เลยลองส่งเมลล์ไปหาคนที่เวปดู
เค้าก็ยินดีให้ชื่อ และ contact ที่ TRSC ชื่อ คุณดาวเรือง มา

พอวันจันทร์ลองโทรไปหาคุณดาวเรือง
ให้ความร่วมมือค่อนข้างมาก จนกระทั่งถึงเรื่องสำคัญ
เค้าถามถึงว่า เราเป็นโรคประจำตัวอะไรหรือเปล่า
เราก็บอกว่าเป็น psoriasis โดยไม่ได้นึกอะไร เพราะคิดว่าไม่ได้สำคัญอะไร
กลายเป็นว่า คุณดาวเรืองบอกว่า ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนว่าจะทำได้หรือไม่!!!
OMG! แล้วทำไมไม่ถามตั้งแต่ตอนนัดครั้งแรก
เสียเวลา เสียโอกาสไปตั้งกี่อาทิตย์

หลังจาก คุยกลับไป กลับมา อยู่หลายรอบ
ผลสุดท้าย คุณหมอเอกเทศ ยังไม่อยากให้ทำ
ด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างไม่พอใจมาก เพราะส่วนตัวคิดว่า ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย
เลยลองโทรไปถามที่ Laser Vision บ้าง
เค้าบอกว่าคุณหมอเข้าตรวจวันเสาร์ด้วย
สามารถ นัดตรวจช่วงเช้า ทำช่วงบ่ายได้เลย
และคนที่เป็น psoriasis สามารถทำได้
เคยมี case ที่คนเป็น มาทำ ก็ไม่เป็นอะไร
สุดท้ายเลยนัดวันไปตรวจ เป็นวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.52
และเนื่องจากเราใส่คอนแทกแบบนิ่ม
เค้าให้ถอดล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้ความโค้งปรับสู่สภาพปกติ

<ติดตามตอนต่อไป>

February 13

Japan Snow Trip Day 13: Tokyo, Bangkok

วันนี้ตื่นกันไม่ค่อยรีบเท่าไหร่
เพราะไม่มีโปรแกรมไปไหนนอกจากตรงไปสนามบินเลย
พอใกล้ ๆ เที่ยงก็ออกจากที่พัก
นั่งรถแทกซี่ไปสถานีรถไฟ

หลังจากนั้นก็ลากกระเป๋านั่งรถไฟกันนานมาก
จาก Meguro ไป Ueno
จาก Ueno นั่งหวานเย็นไปจนถึง สนามบินนาริตะ

มาถึงแล้วก็เช็คกระเป๋า
ของคนอื่นนั่งการบินไทยกัน 3 คน
ของเราเป็น United คนเดียว นั่งกลับเหงาอีกแล้ว
ของเราเป็น flight ที่ออกช้ากว่า เลยฝากกระเป๋าไว้กับแม่ จะได้ไม่ต้องรอ

เดินซื้อของฝากเพิ่มอีกนิดหน่อย ก่อนจะเข้าไปรอเครื่องออก
ตรงที่รอของ TG มีคนไทยเยอะมาก
แต่ตรง United มีแต่ฝรั่ง
พอได้เวลาก็แยกย้าย มุ่งหน้าบินตรงสู่กรุงเทพฯ

ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

February 12

Japan Snow Trip Day 12: Tokyo

วันนี้ตื่นกันตามสบาย ไม่รีบมาก
เพราะตื่นเช้าไปร้านก็ยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่
กินอาหารเช้าที่ซื้อมาเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว
นั่งแทกซี่ไปสถานี Meguro

นั่งรถไฟฟ้า JR มุ่งหน้าสู่สถานี Akihabara
พาน้องมาซื้อของนิดหน่อย
เดินหาซักพักก็เจอร้าน
ปล่อยให้น้องดูของซักพัก
พอเที่ยง ๆ ก็ออกมา

นั่งรถไฟอีกป้ายนึงไปลง Okachimachi
เดินจากสถานีไปตึก Takeya (ตึกม่วง)
ที่ที่มีของปลอดภาษีและของราคาถูกอีกมากมาย
ซื้อขนมด้านล่างกันอย่างจุใจ

กินอาหารกลางวันกันที่ Ueno
แล้วเดินช้อปปิ้งอยู่แถวนั้น
ได้รองเท้ามากันคนละคู่
พอตกบ่าย
ก็นั่งรถไฟฟ้ามา Shibuya
เริ่มจะเย็นแล้ว
เดินซื้อของในซูเปอร์นิดหน่อย
ก่อนจะหาข้าวเย็นกิน
แล้วนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน

February 11

Japan Snow Trip Day 11: Takayama, Tokyo

วันนี้ตื่นกันเร็วนิดนึง เพราะช่วงเช้าจะเที่ยวในตัวเมือง
ตอนบ่ายจะได้เข้าโตเกียวเร็ว ๆ

เก็บข้าวของเรียบร้อย กินอาหารเช้าที่ซื้อมาเมื่อวาน
ฝากกระเป๋าไว้ที่เรียวกัง ออกไปเที่ยวกัน
เมืองนี้ค่อนข้างเล็กเหมือนกัน ไปไหนมาไหนก็แทกซี่เถอะ

นั่งไปที่แรก เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรถสำหรับงานประจำปีของเมืองนี้
รถลากมีใหญ่ ๆ ประมาณ 4-5 คัน ประดับประดาอลังการมาก
ยังเช้าอยู่ เลยไม่มีคนเลยด้วย มีแต่เรากลุ่มเดียว

เสร็จแล้วเดินย้อนกลับเข้ามา
เจอตลาดนัดตอนเช้า ยังไม่ปิด
เลยเดินดูของกัน
ซื้อของกิน + ของฝากกันมากมาย
ขนมเมืองนี้นี่อร่อยดีเหมือนกัน

เสร็จแล้วนั่งรถแทกซี่ เดินทางออกไปหมู่บ้านฮิดะโบราณ
ลักษณะบ้านที่นี่คล้าย ๆ กับหมู่บ้านชิราคาว่าเมื่อวาน
แต่ของที่นี่จัดเป็นโซนบ้านเก่าทั้งหมด
เลยดูสวยกว่ามาก

เดินวนกันซักพักนึง
ก็ออกมา เรียกแทกซี่กลับไปที่เรียวกัง
เอากระเป๋าออกมา กลับไปสถานี

กินข้าวกลางวันกันที่สถานี
เป็นร้านทาคายาม่าราเมง
รอรถไฟเที่ยวถัดไปที่จะมุ่งหน้าไปนาโกย่า

นั่งกันนานมากกว่าจะถึงนาโกย่า
พอถึงแล้วก็ต่อชิงกังเซนเข้าโตเกียว
พอดีอากาศไม่ค่อยดี เลยไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ

ถึงโตเกียวก็เย็น ๆ แล้ว
นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Meguro
เอาของเข้าที่พัก
แล้วออกมากินเข้าเย็นที่ชิบูย่ากัน
กินที่ร้านเนื้อ Gyukaku
พอดีไปกินของดีมาแล้ว ร้านนี้เลยดูเฉย ๆ ไปเลย
กินเสร็จเดินเล่นอีกนิดหน่อย ก่อนจะกลับเข้าที่พัก

Japan Snow Trip Day 10: Shirakawa-go, Takayama

10 February

เช้าวันนี้ตื่นกันแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว
ลงมากินข้าวเช้าด้านล่างของโรงแรม
เช็คเอาต์เรียบร้อย ลากกระเป๋าออกจากโรงแรม
ไปสถานีนาโกย่า

ยังพอเหลือเวลาอีกเยอะเลยนั่งรอที่แม็คก่อน
พอได้เวลาก็นั่งรถไฟสาย Hida Wideview มุ่งหน้าสู่เมือง Takayama
รถไฟมีปัญหานิดหน่อยที่ตู้อื่น เลย delay ไปประมาณ 10 นาที
ถึงสถานี Takayama ยังพอมีเวลา

เดินลากกระเป๋าไปเรียวคัง Seibei
มีคุณป้ามาคอยต้อนรับเป็นอย่างดี ใจดีอบอุ่นตามสไตล์คุณป้านอกเมือง
ฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เดินกลับสถานี
ซื้อตั๋วรถบัสเพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน Shirakawa

ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีก็ถึง
ฝนกำลังตกอยู่เล็กน้อย เลยเข้าไปในร้านอาหารกันก่อน
กินเนื้อฮิดะย่างซอสบนใบไม้ อร่อยมาก ๆ

กินเสร็จก็เริ่มออกเดินกัน
มีทั้งบ้านแบบ Gassho แบบโบราณ ที่เป็น World Heritage
สลับกับบ้านแบบใหม่
ค่อนข้างสวยทีเดียว

เดินกันประมาณชั่วโมงนึง ซื้อของฝากเรียบร้อย
นั่งรถบัสกลับเข้าเมือง Takayama

เดินเล่นในย่านเมืองเก่าซักพัก
ก็กลับเข้าเรียวกัง พักผ่อนกันก่อน
ก่อนจะออกมาหาอาหารเย็นทานกัน

แน่นอนว่า มาถึงเมือง ฮิดะ ทาคายามะ ก็ต้องเป็นเนื้อฮิดะ
เมื่อเย็นถาม Information ไว้แล้วว่าให้กินร้านไหน
เดินไปถึงร้าน Yamatake
เข้าไปถึงไม่มีคนเลย
เจ้าของร้านบอกว่าหน้าหนาวไม่ค่อยมีคนมาเมืองนี้เท่าไหร่
คนจะมาเที่ยวเมืองนี้กันฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วงมากกว่า

พอเลือกเนื้อกันได้แล้ว เจ้าของร้านก็เอาไปตัดให้ แล้วเอามาเสิร์ฟ
อร่อยมาก ๆ รสชาติอร่อยเหมือนเนื้อโกเบ แต่ปริมาณเยอะกว่ากันมาก ๆ
สมกับที่เจ้าของร้านบอกเลยว่า ร้านนี้อร่อยอันดับ 1
กินกันทั้งอร่อย ทั้งปริมาณเยอะ มีความสุขมาก ๆ

เดินกลับเรียวกังอย่างมีความสุข
พรุ่งนี้กลับเข้าโตเกียวแล้ว

February 09

Japan Snow Trip Day 09: Abashiri, Nagoya

เช้านี้ตื่นเร็ว เพราะนอนด้วยกันหมด 4 คน
หิมะตกแต่เช้าเลย อากาศข้างนอกคงหนาวเลย
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ลงไปกินข้าวเช้าด้านล่างของโรงแรม
วันนี้มีแต่อาหารแบบญี่ปุ่นเกือบหมดเลย

กินเสร็จแล้ว เช็คเอาต์ ฝากกระเป๋าไว้
เรียกแทกซี่ออกไปส่งที่ท่าเรือ Aurora

แทกซี่บอกว่าวันนี้โชคดี น่าจะได้เห็นทะเลน้ำแข็ง แต่ต้องออกไปไกลขึ้นอีกนิด
พอมาถึงท่าเรือ ซื้อตั๋วเรียบร้อย
พนักงานก็บอกเหมือนกันว่า จะขอยืดเวลาออกไปนานขึ้นอีก 15 นาที
น่าจะได้เห็นทะเลน้ำแข็ง
ดูจากสถิติของปี 2006 กับ 2007 แล้ว ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่
ครั้งนี้เลยค่อนข้างเสี่ยงดวงพอสมควร

พอถึงเวลา ก็ขึ้นเรือ Aurora No.2
ออกเรือไปสู่ทะเล Okhotsk

มีนกบินไปบินมาตามเรือด้วย

พอล่องไปซักพักนึง ก็เริ่มเห็นทะเลน้ำแข็งจริง ๆ
โชคดีมาก ๆ
วิ่งขึ้นไปถ่ายรูปกันใหญ่เลย
เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากจริง ๆ
ประทับใจมาก ๆ

ใช้เวลารวมแล้วประมาณชั่วโมงนึง เรือก็แล่นกลับฝั่ง
ซื้อของกันเล็กน้อย
ก่อนจะนั่งแทกซี่มุ่งหน้าสู่สนามบิน Memanbetsu

ถึงก่อนค่อนข้างเร็ว
เลยมีเวลาช้อปปิ้งซื้อของ กินข้าวกลางวันกัน
ก่อนจะขึ้นเครื่อง ANA บินสู่สนามบิน Centrair ใน Nagoya

จากสนามบินนั่งรถไฟมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองนาโกย่า
วันนี้เดินทางเกือบทั้งวันเลย
ถึงสถานีแล้ว เดินหาทางไปโรงแรมที่พัก
สถานีนี้ใหญ่มาก กว่าจะหาเจอ ถามทางไปแทบตลอดทางเลย

เช็คอินเข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Sakae ไปกินอาหารเย็นกัน
กินข้าวเย็นกันที่ร้าน Pepper Lunch แถว ๆ สถานี
เสร็จแล้วออกไปถ่ายรูปในเมืองกัน
เห็นตึก Oasis 21 ด้วย

เดินเล่นกันซักพักนึงก็กลับโรงแรม
พักผ่อน

February 08

Japan Snow Trip Day 08: Daisetsuzan, Abashiri

วันนี้ตื่นมาด้วยอากาศที่เย็นจัดจากด้านนอก
หิมะตกค่อนข้างหนักทีเดียว
อาบน้ำแต่งตัว ลงมากินอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ของโรงแรม
เสร็จแล้ว เช็คเอาต์ ฝากกระเป๋าที่โรงแรม
เดินทางไปที่เชิงเขา Daisetsuzan

มาเช้าไปหน่อย ยังไม่ค่อยมีคนเลย
มีแต่พวกฝรั่งมาเล่นสกี
ขึ้นกระเช้าไปบนชั้น 5 ของภูเขา
อากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ถ่ายรูปกันมาเยอะดี

ซักพักนึงก็ลงจากเขา
เดินกลับไปโรงแรมที่พัก
มีรถโรงแรมไปส่งที่สถานีรถบัส
นั่งรถบัสกลับสู่สถานีรถไฟ Kamikawa
ซื้ออาหารกลางวันเตรียมพร้อม
ขึ้นรถไฟเพื่อมุ่งหน้าสู่ Abashiri

ใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง
เอาอาหารกล่องมานั่งกินกันในรถไฟ
ถึง Abashiri บ่าย 3 นิด ๆ
หิมะกำลังตกได้ที่
ลากกระเป๋าฝ่าหิมะเดินไปโรงแรมกันอย่างทุลักทุเลมาก

เช็คอินเรียบร้อยแล้ว
นั่งแทกซี่เพื่อมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์ทัณฑสถาน (Prison Museum)
เมื่อก่อนเป็นเรือนจำที่ใช้จริงของ Abashiri
ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวไปเข้าชม
เดินดูอยู่ซักพัก ก็กลับออกมาเรียกแทกซี่
เข้าไปงานเทศกาลน้ำแข็งของ Abashiri

ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เลยวนรถออกมา
มุ่งหน้าตรงไปร้านอาหารแทน
ร้านนี้มีพิเศษตรงที่มีซาชิมิเนื้อปลาวาฬขายด้วย
ถูกใจน้องชายมากมาย

กินเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรม
พักผ่อน

February 07

Japan Snow Trip Day 07: Asahikawa, Sounkyo

วันนี้ตื่นกันแต่เช้า เพราะต้องย้ายเมืองกัน
กินอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จแล้ว
นั่งแทกซี่จากโรงแรมเข้าสู่สถานีซัปโปโร่
วันนี้หิมะไม่ตกแล้ว แต่อากาศยังเย็นอยู่เลย

นั่งรถด่วนจากสถานี Sapporo มุ่งหน้าสู่สถานี Asahikawa
รอบนี้รีบมารอก่อน เลยได้นั่งกันทุกคน
พอถึงสถานีแล้ว ฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์
แล้วต่อคิวรอขึ้นรถบัสไปสวนสัตว์
คนรอคิวเยอะมาก เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์

นั่งรถบัสมาประมาณ 40 นาทีก็ถึง
ค่อนข้างออกมานอกเมืองพอสมควร
พอมาถึง ประตูหน้าคนต่อคิวรอเข้าเยอะมาก
แต่รถบัสมาจอดให้ประตูตะวันตก คนต่อคิวรอเข้าไม่เยอะเท่าไหร่
ซื้อตั๋วเรียบร้อยเข้าไปด้านใน

สัตว์ในสวนสัตว์นี้ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์พวกที่อยู่ในภูมิประเทศเขตหนาว
ตึกแรกที่ไปดูกันคือ แมวน้ำ

ตัวใหญ่มาก ๆ

เสร็จแล้วไปดูเพนกวินกัน
เดินต้วมเตี้ยม ๆ น่ารักมาก

นอกจากนั้นมี หมีขาว ที่น่าจะเป็นพระเอกของที่นี่
นอนแอ้งแม้งอยู่

จากนั้นก็แวะไปกินข้าวกันที่ด้านบน
คนเยอะมากมาย

กินเสร็จแล้วออกมาจากสวนสัตว์
เดินไป Snow Village กัน
ตรงนี้มีให้เล่น Snow Mobile

เล่นวนขึ้นเขากันหลายรอบมาก
ยังไม่ค่อยหนำใจเลย อยากเล่นอีก

เดินกลับเข้ามาในสวนสัตว์
ดูสัตว์ตัวอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ
ก่อนจะขึ้นรถบัสมุ่งหน้ากลับสถานี Asahikawa

เอาของออกจากล็อกเกอร์ที่สถานี
นั่งรถบัสมุ่งหน้าสู่ที่พักตากอากาศ Sounkyo
รอรถบัสจากโรงแรมมารับ ยืนหนาวกันแทบตาย
ถึงโรงแรมเอาของเข้าเช็คอิน
ลงมากินอาหารเย็นที่ภัตตาคารด้านล่าง
อาหารของโรงแรมเยอะแยะมากมาย อลังการมาก
กินปู กับ เนื้อย่างกันมากมาย อิ่มอร่อย

กินกันเสร็จแล้ว พักแป๊บนึง
ก่อนจะออกไปเดินงาน Ice Waterfall
เป็นการประดับไฟให้กับน้ำแข็ง
มีจุดพลุด้วย ไม่เคยเห็นจุดพลุหน้าหนาวเลย
ได้บรรยากาศแปลก ๆ ไปอีกแบบ
ซัก 3 ทุ่มก็กลับบ้าน เข้านอน

February 06

Japan Snow Trip Day 06: Snow Festival, Otaru

วันนี้ตื่นกันสบาย ๆ ไม่ได้รีบร้อน
เสร็จแล้ว ลงมากินขนมปังกับกาแฟด้านล่าง (บริการฟรี)
วันนี้เป็นเมนหลักของทริปนี้ คือเที่ยวงาน Snow Festival นั่นเอง
กินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ออกเดินไปสถานี เพื่อเข้าสู่ Odori Park
ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ลานที่ใช้จัดงาน
ในส่วนแรกนี้ แบ่งออกอีกเป็น 12 โซนย่อย
เดินกันตั้งแต่โซนแรกยันโซนท้าย ยาวมาก ๆ

หิมะก็ตก ๆ หยุด ๆ เป็นระยะ
พอเที่ยงเริ่มหิว ก็แวะไปที่ Susukino
เพื่อไปกินปูที่ร้านเดิม (ร้าน Kani Shogun)

พ่อกับแม่ชอบมาก ๆ
ฝากแม่เอาน้ำจิ้มทะเลของไทยมาด้วย
กินกับปูที่สุกแล้ว อร่อยมาก ๆ

กินเสร็จนั่งรถไฟใต้ดิน + รถบัส ไปยังลานที่ 2 ชื่อลาน Tsudome
ตรงนี้คล้าย ๆ สนามเด็กเล่นมากกว่า
มีลานให้เล่นเลื่อน เล่นรถลากสโนว์โมบิล แล้วก็ลานปั้นตุ๊กตาหิมะ
มีเด็กเยอะมากมาย

เลยเดิน ๆ กันอยู่แป๊บเดียวแล้วนั่งรถบัสกลับมาสถานี Sapporo
นั่งพักกันที่ร้านกาแฟแป๊บนึง
ก่อนจะนั่งรถไฟ JR ออกนอกเมืองมุ่งหน้าสู่ Otaru

ถึงรอบนี้เราจะมา Otaru เป็นรอบที่ 3 แล้ว
แต่ครั้งนี้สวยที่สุดจริง ๆ เพราะนอกจากหิมะจะกำลังตกแล้ว
Otaru เริ่มจัดงาน Otaru Snow Gleaming Festival
คือเอาหิมะมาทำเป็นทรงกระบอก แล้วจุดเทียนด้านใน
ทำให้เหมือนหิมะเรืองแสง
ไม่เคยมาครั้งไหนแล้วเจอเทศกาลนี้เลย ครั้งนี้เลยประทับใจมาก

รอบนี้ในคลองก็จุดเทียนด้วย เลยสวยเป็นพิเศษ
คนก็เยอะเป็นพิเศษ อากาศก็เย็นเป็นพิเศษ (-2.8 'C)

เดินไปซักพักก็เข้าร้านซูชิ ในน้องกินซูชิตามใจอยาก
เสร็จแล้วเดินไปเข้าร้านเครื่องแก้ว ซื้อมาเป็นของฝากเยอะมาก
แล้วปิดท้ายด้วยร้านเนื้อเจงกิสข่าน (หรือเนื้อแกะนั่นเอง)

เป็นร้านพื้นบ้านของคนแถวนี้
เจ้าของร้านในดีมาก ๆ มาทำให้กินเองเลย
ราคาก็ไม่แพง

อิ่มอร่อยกลับโรงแรม