ในที่สุดก็ถึงวันนัดตอนแรก 2 จิต 2 ใจว่าจะทำเลยดีมั้ยแต่สุดท้ายก็คิดว่า ไหน ๆ เตรียมตัวมาขนาดนี้แล้ว ช่วงบ่ายก็ทำไปเลยดีกว่า
และเนื่องจาก จะมีการขยายม่านตา จึงต้องให้มีคนมาพากลับบ้านด้วยเช้านี้เลยขับน้องแจ๊สเหลือง พาคุณแม่มาด้วย(รถฟอร์ดอยู่ศูนย์ แบตหมดวันก่อนพอดี ซวยจริง ๆ)Laser Vision นี้ อยู่แถว ๆ SCB Park แต่ฝั่งตรงข้ามขับรถไปถึงเมเจอร์รัชโยธิน กำลังจะกลับรถเนื่องจากเช้าจัด หรือยังไงก็ไม่ทราบ โดนรถกระบะขนของจูบท้ายบุบไปไม่เยอะเท่าไหร่ ดีที่ของเค้ามีประกัน
แต่เรากลัวไปไม่ทันนัด เลยนั่งแทกซี่ไปก่อนแม่อยู่เคลียร์กับประกันให้ แล้วขับรถตามมาทีหลังเค้าพึ่งย้ายมาตึกใหม่ ที่จอดรถมีแต่กลางแจ้ง ไม่ต้องแย่งร่ม เพราะไม่มี 555
เข้าไปถึง บรรยากาศข้างในค่อนข้างดีมากติดต่อเจ้าหน้าที่ บอกรายละเอียด ซักพัก เจ้าหน้าที่ก็ให้กรอกเอกสารรอแป๊บเดียวเท่านั้น update facebook ยังไม่ทันเสร็จเลย ก็เรียกเข้าห้องตรวจแล้ว
มีตรวจหลายอย่างมากทั้งวัดสายตา สั้น-ยาว-เอียงวัดความดันตาอ่านตัวเลข ฯลฯ
พอวัดรอบแรกเสร็จ มีหยอดยาขยายม่านตาซึ่งใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงระหว่างนั้นมีบริการนวดเท้าด้วย เพื่อให้เกิดความผ่อนคลายพอครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ก็ไปตรวจวัดสายตาใหม่
แล้วในที่สุดก็ได้พบคุณหมออนันต์พูดคุยรายละเอียดกัน แล้วก็ตัดสินใจทำแบบ Platinumเป็นเทคโนโลยีใหม่ จะเป็นการยิงเลเซอร์หลายจุดโดยจะมีการคำนวณก่อน ว่าจะยิงตรงไหน ขนาดไหนคุยเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาเตรียมตัว
เที่ยงพอดี หยอดยาหดม่านตาพร้อมทั้งกินข้าวที่แพ็คไปพอบ่ายโมงครึ่ง ก็มีพนักงานมาเรียกขึ้นไปชั้น 2 เพื่อเตรียมตัว
เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดผ่าตัดแล้วนอนรอในห้องพัก เพื่อหยอดยาชาที่ตาระหว่างนั้น พนักงานจะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจ HIV ด้วยพอหยอดตาไปได้ซัก 5 รอบคุณหมอก็มาดูว่าโอเคหรือยัง
จากนั้นก็มีคนพาเดือนไปห้องผ่าตัดเครื่องที่ใช้ยิงเลเซอร์ใหญ่มาก เหมือนเครื่องจักรอะไรซักอย่างเลยพอนอนลงไปที่เตียง หมอก็ให้เรา relaxวางกระดาษที่ตา แล้วเจาะรูตรงกับตามีขั้นตอนยิบย่อย อีกหลายอย่างจนในที่สุด ก็ถึงช่วงยิงเลเซอร์จะมีคนนับถอยหลังให้ช่วงนั้นตื่นเต้นมาก ๆ กลัวตาขยับแต่ก็ไม่ขยับเลย เพราะมีตัวมายึดตาไว้มองเห็นเป็นแสงสีแดงวิ่งไปวิ่งมาเต็มไปหมด
ช่วงยิง ตกข้างละประมาณครึ่งนาทีเองไม่นานก็เสร็จเรียบร้อยคุณหมอก็ให้ที่ปิดตา แบบไอ้มดแดงใส่ไว้หลังจากนั้นก็กลับบ้านได้
<ติดตามตอนต่อไป>
ไม่ได้เขียนบล็อกเล่าเรื่องมาซะนานวันนี้ได้ฤกษ์มาปล่อยของเล็กน้อย
หลังจากการตัดสินใจบางอย่าง นำไปสู่ solution ที่ว่า ควรจะทำเลสิกคิดอยู่แล้วว่า ในช่วงชีวิต คงจะมีสักครั้งนึงที่ตัดสินใจไปทำแต่ยังไม่ค่อยมีแรงผลักดันเท่าไหร่จนในที่สุด ก็ได้เวลาประจวบเหมาะกับทุก ๆ อย่าง
และแน่นอน ถ้าพูดถึงเลสิก ก็คงจะต้องนึกถึงที่ TRSC ก่อนเพราะเป็นที่แรกของเมืองไทย ที่เอาเลสิกเข้ามาแล้วก็ต้องเป็นคุณหมอเอกเทศด้วย (เจ้าของ) ถึงจะเพอร์เฟ็ค
ว่าแล้วเมื่อต้นเดือนกรกฎาก็โทรไปนัดเองเลยที่ TRSCคุณหมอคิวค่อนข้างแน่น กว่าจะนัดได้แค่นัดตรวจนะ ซัดเข้าไปเกือบปลายเดือน
หลังจากโทรไปนัดเรียบร้อยญาติที่เคยทำเลสิกมาพึ่งจะมาบอกว่าที่เค้าไปทำมาที่ Laser Vision มีโปรแกรมแนะนำลูกค้า จะได้ส่วนลดเราก็เลยเอะใจ ลองมาข้อมูลในเวปดูปรากฏว่ามีจริง ๆ ด้วย แต่เราไม่รู้จักใครที่เคยทำเลยเลยลองส่งเมลล์ไปหาคนที่เวปดูเค้าก็ยินดีให้ชื่อ และ contact ที่ TRSC ชื่อ คุณดาวเรือง มา
พอวันจันทร์ลองโทรไปหาคุณดาวเรืองให้ความร่วมมือค่อนข้างมาก จนกระทั่งถึงเรื่องสำคัญเค้าถามถึงว่า เราเป็นโรคประจำตัวอะไรหรือเปล่าเราก็บอกว่าเป็น psoriasis โดยไม่ได้นึกอะไร เพราะคิดว่าไม่ได้สำคัญอะไรกลายเป็นว่า คุณดาวเรืองบอกว่า ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนว่าจะทำได้หรือไม่!!!OMG! แล้วทำไมไม่ถามตั้งแต่ตอนนัดครั้งแรกเสียเวลา เสียโอกาสไปตั้งกี่อาทิตย์
หลังจาก คุยกลับไป กลับมา อยู่หลายรอบผลสุดท้าย คุณหมอเอกเทศ ยังไม่อยากให้ทำด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างไม่พอใจมาก เพราะส่วนตัวคิดว่า ไม่เห็นเกี่ยวกันเลยเลยลองโทรไปถามที่ Laser Vision บ้างเค้าบอกว่าคุณหมอเข้าตรวจวันเสาร์ด้วยสามารถ นัดตรวจช่วงเช้า ทำช่วงบ่ายได้เลยและคนที่เป็น psoriasis สามารถทำได้เคยมี case ที่คนเป็น มาทำ ก็ไม่เป็นอะไรสุดท้ายเลยนัดวันไปตรวจ เป็นวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.52และเนื่องจากเราใส่คอนแทกแบบนิ่มเค้าให้ถอดล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้ความโค้งปรับสู่สภาพปกติ
วันนี้ตื่นกันไม่ค่อยรีบเท่าไหร่เพราะไม่มีโปรแกรมไปไหนนอกจากตรงไปสนามบินเลยพอใกล้ ๆ เที่ยงก็ออกจากที่พักนั่งรถแทกซี่ไปสถานีรถไฟ
หลังจากนั้นก็ลากกระเป๋านั่งรถไฟกันนานมากจาก Meguro ไป Uenoจาก Ueno นั่งหวานเย็นไปจนถึง สนามบินนาริตะ
มาถึงแล้วก็เช็คกระเป๋าของคนอื่นนั่งการบินไทยกัน 3 คนของเราเป็น United คนเดียว นั่งกลับเหงาอีกแล้วของเราเป็น flight ที่ออกช้ากว่า เลยฝากกระเป๋าไว้กับแม่ จะได้ไม่ต้องรอ
เดินซื้อของฝากเพิ่มอีกนิดหน่อย ก่อนจะเข้าไปรอเครื่องออกตรงที่รอของ TG มีคนไทยเยอะมากแต่ตรง United มีแต่ฝรั่งพอได้เวลาก็แยกย้าย มุ่งหน้าบินตรงสู่กรุงเทพฯ
ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
วันนี้ตื่นกันตามสบาย ไม่รีบมากเพราะตื่นเช้าไปร้านก็ยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่กินอาหารเช้าที่ซื้อมาเมื่อวานเรียบร้อยแล้วนั่งแทกซี่ไปสถานี Meguro
นั่งรถไฟฟ้า JR มุ่งหน้าสู่สถานี Akihabaraพาน้องมาซื้อของนิดหน่อยเดินหาซักพักก็เจอร้านปล่อยให้น้องดูของซักพักพอเที่ยง ๆ ก็ออกมา
นั่งรถไฟอีกป้ายนึงไปลง Okachimachiเดินจากสถานีไปตึก Takeya (ตึกม่วง)ที่ที่มีของปลอดภาษีและของราคาถูกอีกมากมายซื้อขนมด้านล่างกันอย่างจุใจ
กินอาหารกลางวันกันที่ Uenoแล้วเดินช้อปปิ้งอยู่แถวนั้นได้รองเท้ามากันคนละคู่พอตกบ่ายก็นั่งรถไฟฟ้ามา Shibuyaเริ่มจะเย็นแล้วเดินซื้อของในซูเปอร์นิดหน่อยก่อนจะหาข้าวเย็นกินแล้วนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน
วันนี้ตื่นกันเร็วนิดนึง เพราะช่วงเช้าจะเที่ยวในตัวเมืองตอนบ่ายจะได้เข้าโตเกียวเร็ว ๆ
เก็บข้าวของเรียบร้อย กินอาหารเช้าที่ซื้อมาเมื่อวานฝากกระเป๋าไว้ที่เรียวกัง ออกไปเที่ยวกันเมืองนี้ค่อนข้างเล็กเหมือนกัน ไปไหนมาไหนก็แทกซี่เถอะ
นั่งไปที่แรก เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรถสำหรับงานประจำปีของเมืองนี้รถลากมีใหญ่ ๆ ประมาณ 4-5 คัน ประดับประดาอลังการมากยังเช้าอยู่ เลยไม่มีคนเลยด้วย มีแต่เรากลุ่มเดียว
เสร็จแล้วเดินย้อนกลับเข้ามาเจอตลาดนัดตอนเช้า ยังไม่ปิดเลยเดินดูของกันซื้อของกิน + ของฝากกันมากมายขนมเมืองนี้นี่อร่อยดีเหมือนกัน
เสร็จแล้วนั่งรถแทกซี่ เดินทางออกไปหมู่บ้านฮิดะโบราณลักษณะบ้านที่นี่คล้าย ๆ กับหมู่บ้านชิราคาว่าเมื่อวานแต่ของที่นี่จัดเป็นโซนบ้านเก่าทั้งหมดเลยดูสวยกว่ามาก
เดินวนกันซักพักนึงก็ออกมา เรียกแทกซี่กลับไปที่เรียวกังเอากระเป๋าออกมา กลับไปสถานี
กินข้าวกลางวันกันที่สถานีเป็นร้านทาคายาม่าราเมงรอรถไฟเที่ยวถัดไปที่จะมุ่งหน้าไปนาโกย่า
นั่งกันนานมากกว่าจะถึงนาโกย่าพอถึงแล้วก็ต่อชิงกังเซนเข้าโตเกียวพอดีอากาศไม่ค่อยดี เลยไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ
ถึงโตเกียวก็เย็น ๆ แล้วนั่งรถไฟ JR ลงสถานี Meguroเอาของเข้าที่พักแล้วออกมากินเข้าเย็นที่ชิบูย่ากันกินที่ร้านเนื้อ Gyukakuพอดีไปกินของดีมาแล้ว ร้านนี้เลยดูเฉย ๆ ไปเลยกินเสร็จเดินเล่นอีกนิดหน่อย ก่อนจะกลับเข้าที่พัก
10 February
เช้าวันนี้ตื่นกันแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวลงมากินข้าวเช้าด้านล่างของโรงแรมเช็คเอาต์เรียบร้อย ลากกระเป๋าออกจากโรงแรมไปสถานีนาโกย่า
ยังพอเหลือเวลาอีกเยอะเลยนั่งรอที่แม็คก่อนพอได้เวลาก็นั่งรถไฟสาย Hida Wideview มุ่งหน้าสู่เมือง Takayamaรถไฟมีปัญหานิดหน่อยที่ตู้อื่น เลย delay ไปประมาณ 10 นาทีถึงสถานี Takayama ยังพอมีเวลา
เดินลากกระเป๋าไปเรียวคัง Seibeiมีคุณป้ามาคอยต้อนรับเป็นอย่างดี ใจดีอบอุ่นตามสไตล์คุณป้านอกเมืองฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เดินกลับสถานีซื้อตั๋วรถบัสเพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน Shirakawa
ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีก็ถึงฝนกำลังตกอยู่เล็กน้อย เลยเข้าไปในร้านอาหารกันก่อนกินเนื้อฮิดะย่างซอสบนใบไม้ อร่อยมาก ๆ
กินเสร็จก็เริ่มออกเดินกันมีทั้งบ้านแบบ Gassho แบบโบราณ ที่เป็น World Heritageสลับกับบ้านแบบใหม่ค่อนข้างสวยทีเดียว
เดินกันประมาณชั่วโมงนึง ซื้อของฝากเรียบร้อยนั่งรถบัสกลับเข้าเมือง Takayama
เดินเล่นในย่านเมืองเก่าซักพักก็กลับเข้าเรียวกัง พักผ่อนกันก่อนก่อนจะออกมาหาอาหารเย็นทานกัน
แน่นอนว่า มาถึงเมือง ฮิดะ ทาคายามะ ก็ต้องเป็นเนื้อฮิดะเมื่อเย็นถาม Information ไว้แล้วว่าให้กินร้านไหนเดินไปถึงร้าน Yamatakeเข้าไปถึงไม่มีคนเลยเจ้าของร้านบอกว่าหน้าหนาวไม่ค่อยมีคนมาเมืองนี้เท่าไหร่คนจะมาเที่ยวเมืองนี้กันฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วงมากกว่า
พอเลือกเนื้อกันได้แล้ว เจ้าของร้านก็เอาไปตัดให้ แล้วเอามาเสิร์ฟอร่อยมาก ๆ รสชาติอร่อยเหมือนเนื้อโกเบ แต่ปริมาณเยอะกว่ากันมาก ๆสมกับที่เจ้าของร้านบอกเลยว่า ร้านนี้อร่อยอันดับ 1กินกันทั้งอร่อย ทั้งปริมาณเยอะ มีความสุขมาก ๆ
เดินกลับเรียวกังอย่างมีความสุขพรุ่งนี้กลับเข้าโตเกียวแล้ว
เช้านี้ตื่นเร็ว เพราะนอนด้วยกันหมด 4 คนหิมะตกแต่เช้าเลย อากาศข้างนอกคงหนาวเลยอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ลงไปกินข้าวเช้าด้านล่างของโรงแรมวันนี้มีแต่อาหารแบบญี่ปุ่นเกือบหมดเลย
กินเสร็จแล้ว เช็คเอาต์ ฝากกระเป๋าไว้เรียกแทกซี่ออกไปส่งที่ท่าเรือ Aurora
แทกซี่บอกว่าวันนี้โชคดี น่าจะได้เห็นทะเลน้ำแข็ง แต่ต้องออกไปไกลขึ้นอีกนิดพอมาถึงท่าเรือ ซื้อตั๋วเรียบร้อยพนักงานก็บอกเหมือนกันว่า จะขอยืดเวลาออกไปนานขึ้นอีก 15 นาทีน่าจะได้เห็นทะเลน้ำแข็งดูจากสถิติของปี 2006 กับ 2007 แล้ว ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ครั้งนี้เลยค่อนข้างเสี่ยงดวงพอสมควร
พอถึงเวลา ก็ขึ้นเรือ Aurora No.2ออกเรือไปสู่ทะเล Okhotsk
มีนกบินไปบินมาตามเรือด้วย
พอล่องไปซักพักนึง ก็เริ่มเห็นทะเลน้ำแข็งจริง ๆโชคดีมาก ๆวิ่งขึ้นไปถ่ายรูปกันใหญ่เลยเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากจริง ๆประทับใจมาก ๆ
ใช้เวลารวมแล้วประมาณชั่วโมงนึง เรือก็แล่นกลับฝั่งซื้อของกันเล็กน้อยก่อนจะนั่งแทกซี่มุ่งหน้าสู่สนามบิน Memanbetsu
ถึงก่อนค่อนข้างเร็วเลยมีเวลาช้อปปิ้งซื้อของ กินข้าวกลางวันกันก่อนจะขึ้นเครื่อง ANA บินสู่สนามบิน Centrair ใน Nagoya
จากสนามบินนั่งรถไฟมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองนาโกย่าวันนี้เดินทางเกือบทั้งวันเลยถึงสถานีแล้ว เดินหาทางไปโรงแรมที่พักสถานีนี้ใหญ่มาก กว่าจะหาเจอ ถามทางไปแทบตลอดทางเลย
เช็คอินเข้าโรงแรมเสร็จเรียบร้อยแล้วนั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Sakae ไปกินอาหารเย็นกันกินข้าวเย็นกันที่ร้าน Pepper Lunch แถว ๆ สถานีเสร็จแล้วออกไปถ่ายรูปในเมืองกันเห็นตึก Oasis 21 ด้วย
เดินเล่นกันซักพักนึงก็กลับโรงแรมพักผ่อน
วันนี้ตื่นมาด้วยอากาศที่เย็นจัดจากด้านนอกหิมะตกค่อนข้างหนักทีเดียวอาบน้ำแต่งตัว ลงมากินอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ของโรงแรมเสร็จแล้ว เช็คเอาต์ ฝากกระเป๋าที่โรงแรมเดินทางไปที่เชิงเขา Daisetsuzan
มาเช้าไปหน่อย ยังไม่ค่อยมีคนเลยมีแต่พวกฝรั่งมาเล่นสกีขึ้นกระเช้าไปบนชั้น 5 ของภูเขาอากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ถ่ายรูปกันมาเยอะดี
ซักพักนึงก็ลงจากเขาเดินกลับไปโรงแรมที่พักมีรถโรงแรมไปส่งที่สถานีรถบัสนั่งรถบัสกลับสู่สถานีรถไฟ Kamikawaซื้ออาหารกลางวันเตรียมพร้อมขึ้นรถไฟเพื่อมุ่งหน้าสู่ Abashiri
ใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมงเอาอาหารกล่องมานั่งกินกันในรถไฟถึง Abashiri บ่าย 3 นิด ๆหิมะกำลังตกได้ที่ลากกระเป๋าฝ่าหิมะเดินไปโรงแรมกันอย่างทุลักทุเลมาก
เช็คอินเรียบร้อยแล้วนั่งแทกซี่เพื่อมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์ทัณฑสถาน (Prison Museum)เมื่อก่อนเป็นเรือนจำที่ใช้จริงของ Abashiriปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวไปเข้าชมเดินดูอยู่ซักพัก ก็กลับออกมาเรียกแทกซี่เข้าไปงานเทศกาลน้ำแข็งของ Abashiri
ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เลยวนรถออกมามุ่งหน้าตรงไปร้านอาหารแทนร้านนี้มีพิเศษตรงที่มีซาชิมิเนื้อปลาวาฬขายด้วยถูกใจน้องชายมากมาย
กินเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรมพักผ่อน
วันนี้ตื่นกันแต่เช้า เพราะต้องย้ายเมืองกันกินอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จแล้วนั่งแทกซี่จากโรงแรมเข้าสู่สถานีซัปโปโร่วันนี้หิมะไม่ตกแล้ว แต่อากาศยังเย็นอยู่เลย
นั่งรถด่วนจากสถานี Sapporo มุ่งหน้าสู่สถานี Asahikawaรอบนี้รีบมารอก่อน เลยได้นั่งกันทุกคนพอถึงสถานีแล้ว ฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์แล้วต่อคิวรอขึ้นรถบัสไปสวนสัตว์คนรอคิวเยอะมาก เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์
นั่งรถบัสมาประมาณ 40 นาทีก็ถึงค่อนข้างออกมานอกเมืองพอสมควรพอมาถึง ประตูหน้าคนต่อคิวรอเข้าเยอะมากแต่รถบัสมาจอดให้ประตูตะวันตก คนต่อคิวรอเข้าไม่เยอะเท่าไหร่ซื้อตั๋วเรียบร้อยเข้าไปด้านใน
สัตว์ในสวนสัตว์นี้ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์พวกที่อยู่ในภูมิประเทศเขตหนาวตึกแรกที่ไปดูกันคือ แมวน้ำ
ตัวใหญ่มาก ๆ
เสร็จแล้วไปดูเพนกวินกันเดินต้วมเตี้ยม ๆ น่ารักมาก
นอกจากนั้นมี หมีขาว ที่น่าจะเป็นพระเอกของที่นี่นอนแอ้งแม้งอยู่
จากนั้นก็แวะไปกินข้าวกันที่ด้านบนคนเยอะมากมาย
กินเสร็จแล้วออกมาจากสวนสัตว์เดินไป Snow Village กันตรงนี้มีให้เล่น Snow Mobile
เล่นวนขึ้นเขากันหลายรอบมากยังไม่ค่อยหนำใจเลย อยากเล่นอีก
เดินกลับเข้ามาในสวนสัตว์ดูสัตว์ตัวอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆก่อนจะขึ้นรถบัสมุ่งหน้ากลับสถานี Asahikawa
เอาของออกจากล็อกเกอร์ที่สถานีนั่งรถบัสมุ่งหน้าสู่ที่พักตากอากาศ Sounkyoรอรถบัสจากโรงแรมมารับ ยืนหนาวกันแทบตายถึงโรงแรมเอาของเข้าเช็คอินลงมากินอาหารเย็นที่ภัตตาคารด้านล่างอาหารของโรงแรมเยอะแยะมากมาย อลังการมากกินปู กับ เนื้อย่างกันมากมาย อิ่มอร่อย
กินกันเสร็จแล้ว พักแป๊บนึงก่อนจะออกไปเดินงาน Ice Waterfallเป็นการประดับไฟให้กับน้ำแข็งมีจุดพลุด้วย ไม่เคยเห็นจุดพลุหน้าหนาวเลยได้บรรยากาศแปลก ๆ ไปอีกแบบซัก 3 ทุ่มก็กลับบ้าน เข้านอน
วันนี้ตื่นกันสบาย ๆ ไม่ได้รีบร้อนเสร็จแล้ว ลงมากินขนมปังกับกาแฟด้านล่าง (บริการฟรี)วันนี้เป็นเมนหลักของทริปนี้ คือเที่ยวงาน Snow Festival นั่นเองกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ออกเดินไปสถานี เพื่อเข้าสู่ Odori Parkซึ่งเป็น 1 ใน 3 ลานที่ใช้จัดงานในส่วนแรกนี้ แบ่งออกอีกเป็น 12 โซนย่อยเดินกันตั้งแต่โซนแรกยันโซนท้าย ยาวมาก ๆ
หิมะก็ตก ๆ หยุด ๆ เป็นระยะพอเที่ยงเริ่มหิว ก็แวะไปที่ Susukinoเพื่อไปกินปูที่ร้านเดิม (ร้าน Kani Shogun)
พ่อกับแม่ชอบมาก ๆฝากแม่เอาน้ำจิ้มทะเลของไทยมาด้วยกินกับปูที่สุกแล้ว อร่อยมาก ๆ
กินเสร็จนั่งรถไฟใต้ดิน + รถบัส ไปยังลานที่ 2 ชื่อลาน Tsudomeตรงนี้คล้าย ๆ สนามเด็กเล่นมากกว่ามีลานให้เล่นเลื่อน เล่นรถลากสโนว์โมบิล แล้วก็ลานปั้นตุ๊กตาหิมะมีเด็กเยอะมากมาย
เลยเดิน ๆ กันอยู่แป๊บเดียวแล้วนั่งรถบัสกลับมาสถานี Sapporoนั่งพักกันที่ร้านกาแฟแป๊บนึงก่อนจะนั่งรถไฟ JR ออกนอกเมืองมุ่งหน้าสู่ Otaru
ถึงรอบนี้เราจะมา Otaru เป็นรอบที่ 3 แล้วแต่ครั้งนี้สวยที่สุดจริง ๆ เพราะนอกจากหิมะจะกำลังตกแล้วOtaru เริ่มจัดงาน Otaru Snow Gleaming Festivalคือเอาหิมะมาทำเป็นทรงกระบอก แล้วจุดเทียนด้านในทำให้เหมือนหิมะเรืองแสงไม่เคยมาครั้งไหนแล้วเจอเทศกาลนี้เลย ครั้งนี้เลยประทับใจมาก
รอบนี้ในคลองก็จุดเทียนด้วย เลยสวยเป็นพิเศษคนก็เยอะเป็นพิเศษ อากาศก็เย็นเป็นพิเศษ (-2.8 'C)
เดินไปซักพักก็เข้าร้านซูชิ ในน้องกินซูชิตามใจอยากเสร็จแล้วเดินไปเข้าร้านเครื่องแก้ว ซื้อมาเป็นของฝากเยอะมากแล้วปิดท้ายด้วยร้านเนื้อเจงกิสข่าน (หรือเนื้อแกะนั่นเอง)
เป็นร้านพื้นบ้านของคนแถวนี้เจ้าของร้านในดีมาก ๆ มาทำให้กินเองเลยราคาก็ไม่แพง
อิ่มอร่อยกลับโรงแรม